วันศุกร์, พฤศจิกายน 21, 2551

“กรณ์” ตัดใจขอถอนตัว ลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.


ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (22 พ.ย.) ว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. พรรคประชาธิปัตย์ได้ประชุมคณะกรรมการการบริหารพรรค เพื่อคัดเลือกผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แทน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ลาออกไป โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคเป็นประธานที่ประชุม และมีกรรมการบริหารพรรคร่วมประชุมพร้อมเพรียง

สำหรับการประชุมวันนี้ จะคัดเลือกบุคคลที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการที่มี นายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองประธานสภาที่ปรึกษาพรรคเป็นประธานคณะกรรมการจำนวน 4 คน ประกอบด้วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ส.ส.สัดส่วน นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย และรองนายกฯเงา และนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

ล่าสุดนายกรณ์ 1 ใน 4 ตัวเลือก ได้ประกาศขอถอนตัว ต่อคณะกรรมการบริหารพรรค เพราะเห็นว่า จะเป็นภาระหากตนลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.พร้อมขอขอบคุณประชาชนที่ให้การสนับสนุน แม้กระทั่งบอกว่า จะลงขันจ่ายค่าเลือกตั้งซ่อมให้ ซึ่งตนได้บอกผู้สนับสนุนไปว่า ไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นนั้น และไม่มีช่องทางทางกฎหมายที่บุคคลภายนอกจะจ่ายเงินอุดหนุน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งซ่อมได้

เที่ยวไทย มุมไทย ตอนที่ 3


สวัสดีครับ คราวนี้ เราจะมาพบธนาคารทหารไทย ซึ่งมีประวัติดังนี้


ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 สาเหตุหลักส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความอ่อนแอของระบบสถาบันการเงินไทย การบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใส ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รัฐบาลกำหนดแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับระบบสถาบันการเงินของไทย โดยมุ่งเน้นให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินมีการควบรวมกิจการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยในวันที่ 20 มกราคม 2547 กระทรวงการคลังได้เสนอคณะรัฐมนตรีให้พิจารณาอนุมัติหลักการ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502 เพื่อเปิดโอกาสให้บรรษัทฯ สามารถดำเนินการควบรวมกิจการกับสถาบันการเงินอื่น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้บรรษัทฯ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จากนั้นธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารดีบีเอสไทยทนุ จำกัด (มหาชน) และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลงเพื่อรวมกิจการทั้ง 3 สถาบัน และประกาศต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2547 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผสานศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของทั้ง 3 สถาบัน ผลักดันให้ธนาคารแห่งใหม่ภายหลังการรวมกิจการสามารถพัฒนาบริการ ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ระบบสื่อสารและเทคโนโลยี รวมทั้งบรรษัทภิบาลในระดับมาตรฐานสากล เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดต่อผู้ถือหุ้น ตลอดจนพนักงาน เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์และความพอใจสูงสุด และได้รับอนุมัติแผนการรวมกิจการจากธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2547 คณะกรรมการทั้ง 3 สถาบันพิจารณาและมีความเห็นร่วมกันว่า สถาบันทั้ง 3 แห่งมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน สามารถนำมาเสริมจุดอ่อนของแต่ละสถาบันได้อย่างเหมาะสม การรวมและโอนกิจการทั้ง 3 สถาบัน จะทำให้ธนาคารหลังการควบรวมเป็นธนาคารที่มีความสมบูรณ์พร้อม มีขนาดองค์กรที่ใหญ่ขึ้น ให้บริการได้หลากหลายและครอบคลุมบริการได้ทุกประเภท เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มและครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายและมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารมีปริมาณธุรกิจที่เพิ่มขึ้น สามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจากการประหยัดต่อขนาด และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผลการดำเนินงานดีขึ้นและฐานะทางการเงินมั่นคงแข็งแกร่งมากขึ้น บรรลุวัตถุประสงค์ของแต่ละสถาบันและบรรลุวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน


โลโก้ธนาคาร มีดังนี้ ( ตามโล้โก้ข้างบน )

Team ( 1 )
Mutual ( 2 )
Benefit ( 3 )
ทำงานร่วมกัน ( 1 )
ร่วมมือ ( 2 )
ผลประโยชน์อันสูงสุด ( 3 )
1.ตัวอักษร T สีแดง หมายถึง การทำงานร่วมกัน อย่างสร้างสรรค์ และมีพลัง ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน ในทุกๆฝ่าย ที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร อันประกอบไปด้วย ผู้ถือหุ้น, คณะกรรมการ พนักงาน และลูกค้า
2.ตัวอักษร M สีน้ำเงินที่ ประกอบด้วย จุดสีน้ำเงิน 2 จุด หมายถึง การจับมือ ร่วมมืออันแข็งแกร่งที่ธนาคาร และลูกค้าจะทำให้ธุรกิจ เดินก้าวไปข้างหน้า อย่างมั่นคง เคียงบ่าเคียงไหล่ เติบโต สู่ความสำเร็จ
3.ตัวอักษร B สีแดงหมายถึง ความตั้งใจที่ธนาคาร สร้างผล ประโยชน์สูงสุด ให้แก่ ลูกค้า ทุกราย



แนวคิดหลัก


เพื่อสะท้อนถึง การผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน อันเกิดจากการรวมกิจการของธนาคารสัญลักษณ์ใหม่ปีนี้นับเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันการเงินแห่งแรกของประเทศไทย ที่นำเอาตัวอักษรภาษาอังกฤษมาใช้ในการออกแบบ เพื่อให้สะดุดตา จดจำง่ายและมีความเป็นสากลซึ่งจะสะท้อนถึงความเป็น "UNIVERSAL BANK" ในระดับสากล
ความหมายรวม
TMB เป็นสถาบันการเงินที่มีพลังในการทำงานร่วมกันระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร ผู้ถือหุ้น และลูกค้าทุกรายเพื่อสร้างผลประโยชน์อันสูงสุดให้แก่ธุรกิจ และเดินก้าวไปข้างหน้าสู่ความสำเร็จด้วยกันอย่างมั่นคง

วันพุธ, พฤศจิกายน 19, 2551

โลกของเรา

โลก เป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่มิได้ถูกตั้งชื่อตามเทพนิยายกรีกและโรมัน คำว่า "Earth" มาจากภาษาอังกฤษและเยอรมันโบราณ และยังมีชื่อเรียกอย่างอื่นอีกหลายร้อยชื่อใน ภาษาต่าง ๆ ในเทพนิยายโรมัน เทพเจ้าแห่งโลกเป็นเพศหญิงชื่อ เทลลุส - แปลว่าดินซึ่งอุดมสมบูรณ์ (กรีก: กาเอีย ) มนุษย์เราเองก็เพิ่งจะรู้ว่าดาวเคราะห์เป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในสมัยของ โคเปอร์นิคัส (คริสต์ศตวรรษที่ 16) โลกเป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 3 จากดวงอาทิตย์ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5 และเป็นเทห์วัตถุหลัก ที่หนาแน่นที่สุด ในระบบสุริยะ มีบริวารเพียงดวงเดียวคือ ดวงจันทร์วงโคจร : 149,600,000 ก.ม.(1.00 หน่วยดาราศาสตร์)จากดวงอาทตย์เส้นผ่านศูนย์กลาง : 12,756.3 ก.ม.มวล : 5.9736 x 1024 ก.ก.แรงดึงดูดโต้ตอบ (interaction) ระหว่างโลกกับดวงจันทร์ ทำให้โลกหมุนช้าลงประมาณ 2/1000 วินาทีต่อศตวรรษ จากการวิจัยพบว่า เมื่อ 900 ล้านปีมาแล้ว หนึ่งปีมี 481 วัน และหนึ่งวันมี 18 ชั่วโมง โลกอยู่เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วประมาณ 110,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อยู่ห่างดวงอาทิตย์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ 1 รอบใช้เวลา 365.256 วันใจกลางโลกโลกมีลักษณะคล้ายดาวพุธ ดาวศุกร์ และดาวอังคาร จากการศึกษาภายในของโลก โดยแบ่งออกเป็นชั้นตามความลึก ตามองค์ประกอบทางเคมี และการเคลื่อนตัว (หน่วยเป็นก.ม.) ดังนี้- 0- 40 เปลือกโลก- 40- 400 แมนเทิลชั้นบน- 400- 650 ย่านการส่งถ่าย- 650-2700 แมนเทิลชั้นล่าง- 2700-2890 ชั้น D'' layer- 2890-5150 แกนนอก- 5150-6378 แกนในเปลือกโลกมีความหนาไม่เท่ากัน ใต้ท้องมหาสมุทรจะบาง และหนาตรงบริเวณที่เป็นแผ่นดิน หนาที่สุดหรือลึกที่สุด 50 กิโลเมตร แมนเทิลและแกนนอก คือชั้นใต้เปลือกโลก ชั้นนี้มีเนื้อสาร 67% เป็นวัตถุหลอมละลาย ในสถานะกึ่งของไหล แกนกลางชั้นนอก ชั้นนี้เป็นของเหลวและเคลื่อนไหวตลอดเวลาเปลือกโลกจะประกอบด้วยเพลต(Plate) หรือแผ่นดินที่แยกจากกัน เพลต เหล่านี้เคลื่อนที่ตลอดเวลา บางครั้งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดแผ่นดินไหวตรงจุดที่เพลตชนกันเปลือกโลกไม่เหมือนกับดาวเคราะห์พื้นพิภพดวงอื่น เปลือกโลกเป็นแผ่นของแข็งหลายชิ้นซึ่งลอยอยู่อย่างอิสระ บนแมนเทิลเหลวร้อนซึ่งอยู่ข้างล่าง การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก มีสองลักษณะคือ การขยายและยุบตัว การขยายเกิดขึ้นเมื่อแผ่นทวีปสองแผ่นเคลื่อนที่ออกจากกัน เกิดแผ่นทวีปใหม่แทรกกลางขึ้นมาจากแม๊กม่าข้างล่าง การยุบตัวเกิดขึ้น เมื่อแผ่นทวีปแผ่นหนึ่งกดขอบของแผ่นทวีปอีกแผ่นหนึ่ง ให้จมลงและถูกทำลายโดยแม๊กม่าซึ่งอยู่ข้างล่าง เปลือกโลกแบ่งเป็น 8 แผ่นทวีป คือ แผ่นอเมริกาเหนือ, แผ่นอเมริกาใต้, แผ่นแอนตาร์คติก, แผ่นยูเรเชีย, แผ่นอัฟริกา, แผ่นอินเดีย, แผ่นนาสคา, แผ่นแปซิฟิกบรรยากาศบรรยากาศทีห่อหุ้มโลกเป็นส่วนผสมของก๊าซชนิดต่างๆ มีอยู่หลายชั้น ก๊าซออกซิเจนซึ่งสิ่งมีชีวิตใช้ในการหายใจมีประมาณ 20% ของบรรยากาศโลกบรรยากาศของโลกเราประกอบด้วยในโตรเจน 77%, ออกซิเจน 21% และก๊าซเฉื่อย เช่น อาร์กอน, คาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำ ในยุคที่โลกกำเนิดขึ้นใหม่ ๆ อาจจะมีคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก แต่มันถูกดูดกลืนไปกับหินปูน ( carbonate rocks) บางส่วนก็ละลายไปกับน้ำในมหาสมุทร และถูกบริโภคโดยพืช ปรากฏการณ์การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและกระบวนการทางชีววิทยา ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปัจจุบันมีคาร์บอนไดออกไซด์คงเหลือในบรรยากาศจำนวนเล็กน้อย แต่ก็ยังความสำคัญมาก เพราะมันเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิของพื้นโลก โดยอาศัย สภาวะเรือนกระจก เพิ่มอุณหภูมิพื้นผิวให้สูงขึ้นโดยเฉลี่ย 35 องศาเซลเซียส; ถ้าไม่มีสภาวะเรือนกระจกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว น้ำในมหาสมุทรจะแข็งตัว จนชีวิตไม่สามารถดำรงอยู่ได้ 71 เปอร์เซนต์ของพื้นโลกถูกปกคลุมด้วยน้ำ โลกเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่มีน้ำในสถานะของเหลว อยู่บนพื้นผิว (แม้ว่าอาจมีอีเทนหรือมีเทนเหลวบนพื้นผิวของ ไททัน หรือน้ำในสถานะของเหลวใต้พื้นผิวของ ยูโรปา) น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต น้ำในมหาสมุทรมีความสามารถในการเก็บความร้อน ช่วยรักษาอุณหภูมิของโลกให้คงที่ น้ำระเหยตัวขึ้นกลายเป็นเมฆ และกลั่นตัวกลับเป็นฝนตกลงมาสู่พื้นทวีป กระบวนการเช่นนี้มีแต่บนโลกของเราเท่านั้น ไม่มีบนดาวเคราะห์ดวงอื่น (แม้ว่ามันอาจเคยเกิดขึ้นบนดาวอังคารในอดีต) สนามแม่เหล็กของโลกไม่มีความรุนแรง มันกำเนิดจากกระแสไฟในแกนโลก เมื่อสนามแม่เหล็กของโลกปะทะกับ ลมสุริยะ บริเวณบรรยากาศชั้นบน ทำให้เกิดปรากฏการณ์แสงเหนือแสงใต้ หรือ ออโรร่า(ดังรายละเอียดใน Interplanetary Medium) ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นโดยมีปัจจัยที่ ขั้วแม่เหล็กโลก เคลื่อนที่สัมพัทธ์กับพื้นผิว ขั่วเหนือแม่เหล็กในปัจจุบันอยู่ทางตอนเหนือของประเทศแคนนาดา ปัจจุบันพลเมืองโลกกำลังเพิ่มขึ้น เราจำเป็นต้องใช้พื้นดินมากขึ้น ยานยนต์ทั้งหลาย และอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ทำให้เกิดมลภาวะความเสียหายเหล่านี้เกิดทั้งในดินมหาสมุทรและบรรยากาศ นอกจากนี้ยังต้องหาอาหารจากโลก ต้องใช้น้ำ ไฟฟ้า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องดูแลโลกของเราให้ดี โดยการลดสิ่งที่ทำให้เกิดมลภาวะลดขยะ ช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและนำของที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำ เป็นต้น

ทรงเสด็จขบวนยาตรา บรรจุ'พระสรีรางคาร'

วันนี้ (19 พ.ย.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ บรรจุพระสรีรางคารสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ อนุสรณ์สถานรังษีวัฒนา วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง จากนั้น เวลา 16.30 น. เจ้าพนักงานภูษามาลาเชิญพระผอบพระสรีรางคารสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยพระราชยานจากพระศรีรัตนเจดีย์ ไปออกประตูเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เชิญขึ้นประดิษฐานในรถยนต์พระที่นั่ง
ยาตราขบวนเชิญพระสรีรางคารออกจากพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี มีขบวนกองเกียรติยศทหารม้ารักษาพระองค์แห่นำ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนรถยนต์พระที่นั่ง ต่อตามรถยนต์พระที่นั่งเชิญพระสรีรางคาร แล้วทหารม้ารักษาพระองค์ กองเกียรติยศขบวนหลังตามขบวนเชิญพระสรีรางคารไปตามถนนหน้าพระลาน เลี้ยวขวาถนนสนามไชย เลี้ยวซ้ายถนนกัลยาณไมตรี ข้ามสะพานช้างโรงสี เลี้ยวขวาถนนอัษฎางค์ เลี้ยวซ้ายถนนราชบพิธ ขบวนหน้าทหารม้ารักษาพระองค์แห่นำ รถยนต์พระที่นั่งพระสรีรางคาร เทียบที่ประตูทางเสด็จ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
เจ้าพนักงานภูษามาลาเชิญพระผอบพระสรีรางคารเข้าซุ้มประตูวัด รถยนต์พระที่นั่งที่เชิญพระสรีรางคารเคลื่อนเลยไป รถยนต์พระที่นั่งเข้าเทียบที่หน้าประตูวัด สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินตามพระสรีรางคาร ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เจ้าพนักงานภูษามาลาเชิญพระผอบพระสรีรางคารไปประดิษฐานที่โต๊ะหมู่ทองในพระอุโบสถข้างพุทธบัลลังก์พระพุทธอังคีรส
จากนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธอังคีรสประธานพระอุโบสถและทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 พระราชสรีรางคารสมเด็จ พระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 และพระสรีรางคารสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์แล้ว
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงทอดผ้าไตรถวายพระสงฆ์วัดราชบพิธ 30 รูป พระสงฆ์สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก เจ้าพนักงานภูษามาลาเชิญพระผอบพระสรีรางคารสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ไปยังอนุสรณ์สถานรังษีวัฒนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินตาม

วันเสาร์, พฤศจิกายน 15, 2551

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตอนสุดท้าย

สิ้นพระชนม์พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชทาน เศวตฉัตร ๗ ชั้น กางกั้นพระโกศ


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า
โดยที่ ทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ ว่าเป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี ที่ทรงเคารพนับถือในฐานะที่ทรงมีอุปการคุณ มาแต่หนหลัง อีกทั้งทรงพระคุณแก่บ้านเมืองเป็นอเนกปริยาย เป็นที่ประจักษ์แก่ตา แก่ใจ ของมหาชนทั่วไป เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์ เป็นเหตุให้พระองค์และประชาชนทุกชนชั้นอาลัย ระลึกถึงพระคุณเป็นอันมาก
ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ พระองค์นั้น ทรงพระเกียรติคุณเป็นที่เชิดชูแห่งพระราชวงศ์ ควรได้รับพระเกียรติยศใหญ่ยิ่ง โดยอนุโลมตามโบราณราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เจ้าพนักงานจัดเศวตฉัตร ๗ ชั้น กางกั้นพระโกศพระราชทาน เป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏสืบไป
ประกาศ ณ วันที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นปีที่ ๖๓ ในรัชกาลปัจจุบัน

นับว่าเป็นการถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อย่างสูงยิ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลต่างๆ แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ได้ทรงสถาปนาพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายในให้ทรงรับการเฉลิมพระนามาภิไธย ทรงพระราชอิสริยศักดิ์อันควรแก่การได้รับสัปตปฎลเศวตฉัตร ตามโบราณขัตติยราชประเพณี ดังปรากฏมีรายพระนามดังต่อไปนี้

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี (กรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์) พระอัครมเหสีในรัชกาลที่ ๑
สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี (กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ทรงมีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าบุญรอด)
สมเด็จพระศรีสุราลัย พระบรมราชชนนี ในรัชกาลที่ ๓ (กรมสมเด็จพระศรีสุลาไลย/เจ้าจอมมารดาเรียม)
สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี (กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์/สมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์)
พระบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง(สมเด็จพระนางเจ้าเสวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ)
สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี)
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี

ทั้งนี้ แม้ว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จะทรงดำรงพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์แห่งความเป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ชั้น “เจ้าฟ้า” เช่นเดิม แต่ทรงได้รับพระราชทานพระเศวตฉัตรและฉัตรเครื่องสูงประกอบพระอิสริยยศเสมอด้วยสมเด็จพระอัครมเหสี สมเด็จพระบรมชนกนาถ สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระยุพราช และสมเด็จพระบรมราชกุมารีอันไม่เคยมีปรากฏมาก่อน แต่ในรัชกาลใดว่า สมเด็จพระเชษฐภิคินีแห่งองค์บรมกษัตริย์ จะได้รับการเฉลิมพระเกียรติเพิ่มเติมเป็นพิเศษโดยอนุโลมตามโบราณขัตติยราชประเพณีอย่างใหญ่ยิ่งเช่นนี้ นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงพระราช กตัญญุตาธรรมและน้ำพระราชหฤทัยอย่างสูง ที่พระองค์ทรงมีต่อสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินีอันสนิท แต่เพียงพระองค์เดียว ซึ่งเหตุการณ์อันเป็นมหามงคลสมัยในครั้งนี้ ทำให้ย้อนรำลึกถึงพระราชกตัญญุตาธรรม แห่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ผู้ทรงเป็นองค์บรมธัมมิกมหาราช ที่ทรงมีต่อพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลม่อม ผู้ทรงเป็นพระอัยยิกา ที่ได้ทรงมีพระกรุณาธิคุณชุบเลี้ยงพระองค์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ครั้นถึงรัชสมัยที่พระองค์เสด็จผ่านพิภพขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๕ แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ และในปีพุทธศักราช ๒๔๑๖พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลม่อม กรมพระสุดารัตนราชประยูร ก็ทรงได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น “พระบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดา รัตนราชประยูร” เสมอด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี ครั้นถึงคราวที่กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูรสิ้นพระชนม์ได้มีประกาศกระแสพระบรมราชโองการให้ใช้คำว่า “สวรรคต” เป็นที่บาดหมายใช้ในราชการทั้งปวง พร้อมกันนี้ ได้พระราชทานพระโกศทองใหญ่ประดับพุ่ม เฟื่อง ดอกไม้ไหว และดอกไม้เอว พร้อมทั้งสัปตปฎลเศวตฉัตรเต็มตามพระราชอิสริยยศอย่างสมเด็จพระบรมราชชนนีทุกประการ นับได้ว่าองค์พระภัทรมหาราชผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ได้ทรงดำเนินรอยในแบบอย่างอันดีงามตามที่สมเด็จพระบรมอัยกาธิราชของพระองค์ ได้ทรงแสดงให้ปรากฏเห็น เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่เหล่าอเนกนิกรสยามชนมาแต่ครั้งบรรพกาล สมดังที่องค์สมเด็จพระทศพลวิมลอนาวรณญาณได้มีพระพุทธดำรัสไว้ว่า “นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา” แปลความว่า ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี (นัย ส.ส. ๒o/๒๗๗)

พระสัปตปฎลเศวตฉัตรหรือพระเศวตฉัตร ๗ ชั้น (ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงใช้ว่า “สัตปฎลเศวตฉัตร”) หมายถึง ฉัตรขาว ๗ ชั้น แต่ละชั้นมีระบายขลิบทองแผ่ลวดซ้อน ๓ ชั้น ระบายของฉัตรชั้นล่างสุดห้อยอุบะจำปาทอง มีลักษณะเดียวกันกับ “พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร”เป็นฉัตรที่ใช้สำหรับประกอบพระอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงรับพระบรมราชาภิเษกตลอดจนพระมหากษัตริย์ที่ทรงผ่านการพระราชพิธีบวรราชาภิเษก ซึ่งทรงดำรงพระราชอิสริยศักดิ์เป็นกษัตริย์วังหน้า อาทิ พระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศวร์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระอัครมเหสี (สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชเทวี) สมเด็จพระบรมชนกนาถ สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระยุพราช (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร) และสมเด็จพระบรมราชกุมารี นอกจากนี้ เมื่อครั้งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้มีตำแหน่งมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ก็ใช้เป็นฉัตรประกอบพระราชอิสริยยศ สำหรับสมเด็จพระมหาอุปราชาด้วย จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “พระบวรเศวตฉัตร”

เครื่องพระอภิรุมชุมสายหักทองขวางหรือฉัตรเครื่องสูงหักทองขวาง หมายถึงฉัตรเครื่องสูงที่ใช้สำหรับกระบวนแห่หรือสวมฐานตั้งถวายเป็นเกียรติยศประจำสถานที่หรือในวาระโอกาสพิเศษ ทำด้วยผ้ากำมะหยี่ปักดิ้นทองตามขวางของลายตั้งแต่เพดานตลอดถึงระบาย แต่ละชั้นของฉัตรมีระบาย ๒ ชั้นซ้อน การปักดิ้นขวางชายนี้ถือเป็นของสูง เดิมทีเดียวใช้สำหรับพระมหากษัตริย์แต่เพียงเท่านั้น ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้สำหรับสมเด็จพระอัครมเหสี (สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชเทวี) สมเด็จพระบรมชนกนาถ สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระยุพราช(สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร) พระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงได้รับพระราชทานพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาว ๗ ชั้น) อาทิ สมเด็จพระบรมราชกุมารี สำหรับการพระราชพิธีพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเครื่องพระอภิรุมชุมสายหักทองขวาง ประกอบพระอิสริยยศ รอบพระแท่นทองทรายอันประกอบด้วย

๑.
ฉัตรชุมสาย (ฉัตร ๓ ชั้น) ๔ คัน ประดิษฐาน ๔ มุมพระแท่นทองทราย
๒.
ฉัตร ๕ ชั้น ๖ คัน ในระหว่างฉัตร ๕ ชั้นตั้ง “บังแทรก” ทำด้วยผ้าปักหักทองขวาง ๘ องค์
๓.
ฉัตร ๗ ชั้น ๔ คัน (ประดิษฐานหลังพระแท่นทองทราย) ในระหว่างฉัตร ๗ ชั้น ตั้ง “บังสูรย์” ทำด้วยผ้าปักหักทองขวาง ๑ องค์

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตอนที่ 4

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ต่อมาวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๐ สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีพระอาการผิดปกติเกี่ยวกับพระนาภี คณะแพทย์ได้ถวายตรวจพระวรกายและเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พบมะเร็ง และทรงมีพระวรกายด้านขวาอ่อนแรง มีเนื้อสมองด้านซ้ายตายเป็นวงกว้างจากเส้นเลือดสมองอุดตัน นับจากนั้นมาพระอาการอยู่ในภาวะทรงและทรุดสลับกัน โดยสำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์เป็นระยะๆ จนถึงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๐ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีพระอาการเหนื่อยและมีพระอาการกระตุกมากขึ้น ทรงรู้พระองค์น้อยลง กระทั่งวันมหาวิปโยคแห่งพสกนิกรชาวไทยก็มาถึง เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีพระอาการโดยรวมทรุดลง ไม่รู้สึกพระองค์ หายพระทัยอ่อนลง พระวักกะไม่ทำงานแม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ พระอาการยังทรุดลงตามลำดับและสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา ๒ นาฬิกา ๕๔ นาที ในวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑ สิริพระชนมายุ ๘๔ พรรษา ๗ เดือน ๒๗ วัน ทันทีที่ข่าวการสิ้นพระชนม์ ได้เผยแพร่ไปทั่วประเทศและทั่วโลก ทั่วทุกระหนระแหงบนแผ่นดินแห่งพระราชอาณาจักรไทย ต่างระงมด้วยเสียงร่ำไห้ เสียงพรรณนา ถึงความอาลัยและเสียงแห่งความสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ได้พระราชทานคุ้มเกล้าคุ้มกระหม่อมตลอดพระชนม์ชีพ
สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงดำรงพระอิสริยศในที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ มาเป็นเวลา ๗๒ ปี และทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์เจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มาเป็นระยะเวลา ๑๒ ปี

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตอนที่ 3

นัยความหมายแห่งพระนามในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นั้น เนื้อความมี ๓ ตอนด้วยกัน คือ
๑.
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ หมายถึงทรงเป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี พระองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (โสทรเป็นคำสนธิระหว่างส แปลว่าร่วม และ อุทรแปลว่าท้อง รวมความแปลว่าพี่สาวร่วมท้องของพระเจ้าแผ่นดิน)

๒.
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา คำว่า “เจ้าฟ้า” นั้นเป็นพระราชสกุลยศสูงสุดรองจาก พระเจ้าแผ่นดินลงมา ตามพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม เจ้าฟ้ามีได้ ๑๑ ประเภท แต่โดยส่วนของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็น “เจ้าฟ้าชั้นโท” มีคำขานพระนามลำลองว่า “สมเด็จ” เช่น สมเด็จหญิง เป็นต้น คำว่า “กัลยาณิวัฒนา” เป็นพระนามพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทั้งสร้อยพระนาม “วัฒนา” ก็มาจาก “สว่างวัฒนา” อันเป็นพระนามาภิไธยเดิมของ ผู้ทรงเป็น “สมเด็จย่า” ของพระองค์นั่นเอง


๓.
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระราชประเพณีไทยในการสถาปนา พระอิสริยศักดิ์หรือฐานะของเจ้านายให้สูงขึ้นนั้น ปรากฏมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาสืบเนื่องมาจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชบายไว้ในหนังสือเรื่อง “ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม” ว่า
“...ยศพระบรมวงศานุวงศ์ที่เป็นเจ้าฟ้าก็ดี พระองค์เจ้าก็ดี หม่อมเจ้าก็ดี เป็นตำแหน่งสำหรับเลื่อนขึ้นได้ แล้วแต่พระเจ้าแผ่นดินจะโปรดเกล้าฯ...”
และมีข้อน่าสังเกตอยู่ว่า เมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า พระราชโอรส พระราชธิดาในพระองค์ ควรจะมีพระนามเป็นเกียรติแก่เมืองต่างๆในสยามรัฐสีมาอาณาจักร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ขึ้นทรงกรมตามนามเมืองเป็นพระราชประเพณีสืบมา เฉพาะแต่พระราชโอรส พระราชธิดาที่พระราชสมภพแต่สมเด็จ พระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ทรงกรมตามนามเมืองทางภาคใต้ เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์ สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ (ต่อมาทรงได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยพระบรมอัฐิเป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เมื่อพ.ศ.๒๕๑๓) เหตุดังกล่าวนี้ต่อมายังผลให้พระนามกรมของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีพระนามตามนามเมืองในภาคใต้ ตามสายราชสกุลที่สืบต่อมา แต่กาลก่อน

ในประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรไทย ยังไม่มีปรากฏว่ามีขัตติยราชนารีพระองค์ใดที่ทรงพระคุณเป็นอเนกปริยาย ทรงสถิตเป็นหลักชัยมั่นในที่ “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ” มากว่า ๗๒ ปี และแม้จะทรงเจริญพระชนมายุขึ้นสูง ก็มิได้เป็นเครื่องชักจูง ให้ทรงย่อท้อหรือหวั่นไหว หากแต่ทรงมีพระหฤทัยที่แน่วแน่และมุ่งมั่น ทำให้พระราชกิจน้อยใหญ่ที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญบรรลุศุภผลยังประโยชน์และความผาสุกมั่นคง ให้เกิดแก่อาณาประชาราษฎร์และประเทศไทย อย่างกว้างใหญ่ไพศาล พสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วทุกเขตคามและขอบขัณฑสีมาจึงมีความผาสุกร่มเย็นทั่วหน้ากัน

วันศุกร์, พฤศจิกายน 14, 2551

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตอนที่ 2

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา” ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเป็น “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา” และในพ.ศ. ๒๔๗๘ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงเฉลิมพระเกียรติเป็น “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา” ทั้ง ๓ พระองค์ “...ได้ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาแต่ยังทรงพระเยาว์ ทั้งเป็นผู้ที่ทรงเคารพนับถือในฐานะที่ทรงมีอุปการคุณมาแต่หนหลัง...” ไม่เพียงแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ได้ทรงมีความเอื้ออาทรและเกื้อกูลเป็นอันมากต่อพระอนุชาทั้ง ๒ พระองค์ หากแม้ในขณะที่พระอนุชาทั้ง ๒ พระองค์ เสด็จดำรงเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นมิ่งขวัญร่มฉัตรแก่พสกนิกรชาวไทย
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ยังได้ทรงบำเพ็ญพระราชกิจน้อยใหญ่สนองเบื้องพระยุคลบาทไว้เป็นอเนกประการแก่บ้านเมือง พ.ศ. ๒๔๘๗ ทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์เพื่อทรงเสกสมรส
ต่อมาพ.ศ. ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมพระบรมราชโองการประกาศสถาปนาให้กลับทรงพระอิสริยายศฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ตามเดิมทุกประการ
ครั้นพ.ศ. ๒๕๓๘ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖ รอบ เสมอด้วยพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชย์สมบัติครบ ๕๐ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในตามธรรมเนียมราชประเพณีเป็นพระองค์แรกและพระองค์เดียวในรัชกาล ทรงพระนาม ตามพระสุพรรณบัฎว่า“สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์”

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตอนที่ 1

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นพระธิดาพระองค์แรกใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ เวลา ๑๑.๐๗ น. หลังเที่ยง (ตามเวลาในประเทศอังกฤษ) ณ สถานพยาบาล เลขที่ ๔๘ Lexham gardens กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พระนามในพระสูติบัตรเมื่อแรกประสูติ คือ เมย์ ตามเดือนที่ประสูติ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงมีพระอนุชา ๒ พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระภัทรมหาราช

วันศุกร์, พฤศจิกายน 07, 2551

สธ.เตรียมเผาสินค้าปนเปื้อนเมลามีน 10 พ.ย.นี้

วันนี้ (8 พ.ย.) นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2551 เวลาประมาณ 09.00 น.จะมีพิธีการเผาทำลายผลิตภัณฑ์อาหารปนเปื้อนสารเมลามีนเกินมาตรฐาน ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีนายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ซึ่ง อย.ได้ให้เจ้าหน้าที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ที่มีการปนเปื้อนเมลามีนเกินมาตรฐานจากทั่วประเทศ โดยเบื้องต้นมีผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนเมลามีนแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์นมจำนวน 13,085 กระป๋อง และผลิตภัณฑ์ขนม จำนวน 19,824 กล่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน-วันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีผลิตภัณฑ์ที่พบมีการปนเปื้อนสารเมลามีนเกินมาตรฐานทั้งสิ้น 9 รายการ ประกอบด้วย 1.วัตถุดิบนมซึ่งนำเข้าจากจีน จำนวนรวม 100 ตัน พบการปนเปื้อนฯ ในปริมาณ 1.10-1.32 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือพีพีเอ็ม ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ 2.นมข้นแปลงไขมันไม่หวาน สูตรน้ำมันปาล์ม ตรามะลิ ชนิดกระป๋อง พบปริมาณสารเมลามีน 92.82 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่ อย.กำหนดในผลิตภัณฑ์นมต้องมีเมลามีนไม่เกิน 2.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

3.ขนมปังสอดไส้ครีม ชีสแซนด์วิช จูลี่ส์ ยี่ห้อจูลี่ส์(Cheese Sandwich/Julie’s) พบสารเมลามีน 7.96 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือพีพีเอ็ม 4.ขนมปังแท่งเคลือบครีมรสสตรอเบอร์รี่ ชื่อ สตรอเบอร์รี่สติ๊ก ตราฮาจูกุ พบสารเมลามีน 5.07 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 5.พีนัทแครกเกอร์ไส้ครีม ตราจูลี่ส์ พบสารเมลามีน 2.52 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 6.ขนมปังกรอบรูปหมีโคอะล่า สอดไส้ครีมรสช็อกโกแลต ตราโคอะล่า พบสารเมลามีน 3.16 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

7.ช็อกโกแลตนม ออร์ฟิค orphic ปริมาณ 96 กรัม ในกล่องสีทอง พบสารเมลามีนสูงถึง 34.37 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือ พีพีเอ็ม 8.ลูกอมครีม ตรากระต่ายขาว white rabbit creamy candy จากประเทศจีน ไม่ระบุวันผลิตและสถานที่ผลิต ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลาได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจพบเมลามีน 3.85 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมหรือพีพีเอ็ม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่ อย.กำหนดไว้เพียง 2.5 พีพีเอ็ม และ 9.ครีมแครกเกอร์ ตราโอโมโด น้ำหนัก 210 กรัม พบสารเมลามีน 6.08 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ค่ามาตรฐานที่ อย.กำหนด คือ 2.5 พีพีเอ็ม