วันเสาร์, ธันวาคม 20, 2551

ผวาแบงก์พัน 'แม่ค้า' ไม่รับ


สืบเนื่องจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศเตือนให้ประชาชนระวังธนบัตรปลอมที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ เช่นเดียวกับสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์-ตำรวจ ก็ได้แนะนำขั้นตอนตรวจสอบธนบัตรแบบง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนบัตรใบละ 1000 บาท เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อรับแบงก์ปลอมมาใช้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. นายวรพร ตั้งสง่าศักดิ์ศรี ผอ.ฝ่ายวางแผนและสนับสนุนการบริหาร สายออกบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์แนะการสังเกตธนบัตรปลอมว่า มีการตรวจพบธนบัตรปลอมได้จำนวนหนึ่ง โดยปีนี้พบ 18,895 ฉบับ มูลค่าปลอมประมาณ 12.3 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วประมาณร้อยละ 74 ซึ่งตามกฎหมายผู้ที่มีเจตนาในการใช้ธนบัตรปลอมโทษสูงสุด 15 ปี ถ้าผู้ทำปลอมโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต
จากนั้นนายวรพรได้แยกแยะวิธีการดูธนบัตรฉบับละ 1000 บาท ปลอม ให้ยึดหลักใหญ่ๆ 3 หลัก คือ การสัมผัส ยกส่อง และพลิกเอียง คือการพลิกไปพลิกมา ซึ่งจะมีเอฟเฟกต์ของการเปลี่ยนสีบางอย่างเกิดขึ้นบนธนบัตร อันแรกการสัมผัส คือสัมผัสที่เนื้อกระดาษ ของ ปลอมเนื้อส่วนใหญ่จะไม่แข็งแรงเหมือนธนบัตรจริง ถ้าของจริงความรู้สึกของความแข็งแรง เนื้อกระดาษที่เป็นของปลอมส่วนใหญ่จะลื่นๆ ของจริงดูสากๆ นอกจากนั้นวิธีการพิมพ์เส้นนูน หมึกจะกองอยู่บนเนื้อกระดาษ ถ้าใช้นิ้วลูบดูจะรู้สึกถึงความนูน เช่น ตัวเลขมุมขวาบน ถ้าของจริงจะมีลักษณะนูน ถ้าปลอมตัวเลขจะเรียบ ในส่วนที่เป็นเส้นนูนคำว่ารัฐบาลไทย กับคำว่าหนึ่งพันบาท จะนูน ฉะนั้นต้องดูหลายๆที่ อย่าดูที่ใดที่หนึ่ง
ส่วนการยกส่องกับแสงไฟ ถ้ายิ่งสว่างยิ่งง่ายจะเห็นในพื้นที่สีขาว สิ่งที่เห็นคือลายน้ำเป็นรูปในหลวงคมชัด ซึ่งของปลอมทำได้เห็นเงา แต่ไม่เห็นลายเส้นของพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ของจริง ลายน้ำคมกริบ และมีความโปร่งสวยงาม การที่ดูอย่าดูว่ามี ให้ดูว่าชัดอย่างไร เพราะตอนนี้วิวัฒนาการปลอมธนบัตรไปถึงขั้นทำลายน้ำแล้ว แต่ทำได้แค่คล้ายๆ การยกส่องจะเห็นเส้นหนึ่งเส้นฝังอยู่ในเนื้อกระดาษด้านซ้าย ถ้าเป็นของปลอมจะมีลักษณะแปะเอาไว้เท่านั้น ซึ่งหากสังเกตดีๆ ในเส้นดังกล่าวจะมีตัวหนังสืออยู่บนเส้นเป็นลายฉลุ มีคำว่าหนึ่งพันบาทตามแนวนอน
อันที่สาม พลิกเอียง สำหรับธนบัตร 500 กับ 1000 บาท มุมขวาบนหมึกจะเปลี่ยนสีหากเป็นของจริงเมื่อพลิกเอียงจะเปลี่ยนสี ของปลอมจะไม่เปลี่ยน นอกจากนั้นให้ดูที่ฟอยล์ แต่ต้องสังเกตดีๆ บนเนื้อฟอยล์จะมีแสงสีวูบวาบมากมาย
นอกจากนั้น ผอ.ฝ่ายวางแผนฯยังระบุด้วยว่า ต้องพยายามสังเกตด้วยความระมัดระวัง หากสงสัยนำมาเทียบกับของจริง โดยอย่าดูรวมๆ ต้องดูในรายละเอียด อีกจุดบริเวณมุมล่างด้านซ้ายจะมีตัวเลข 1000 ซ่อนอยู่ในมุมที่เหมาะสม โดยส่องเข้าหาแสง ซึ่งตอนนี้ของปลอมยังไม่สามารถทำได้ ซึ่งตอนนี้ผู้ทำปลอมแต่ละรายจะทำได้ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นต้องดูหลายๆ อย่างประกอบกัน
ด้านนายประเวศ สุทธิรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกรณีมีข่าวออกมาว่ามีธนบัตรปลอมหลุดเข้าไปในระบบเครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติ หรือตู้เอทีเอ็ม ว่า มีโอกาสเป็นไปได้ที่ธนบัตรราคา 1000 บาท ปลอมหลุดเข้าไปในเครื่องเอทีเอ็ม เนื่องจากการปลอมธนบัตรทำได้เหมือนมาก บาง ครั้งพนักงานของธนาคารที่ประจำอยู่เคาน์เตอร์ยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าธนบัตรที่รับมาเป็นของปลอม เพราะจากการตรวจสอบเบื้องต้นด้วยการส่องไปที่แสงไฟ (เครื่องมือใช้ตรวจสอบพันธบัตร) ยังไม่ทราบเลยว่าเป็นธนบัตรปลอม ตอนนี้ต้องยอมรับว่าปลอมได้เหมือนจริงทุกอย่าง และกว่าจะทราบว่าเป็นพันธบัตรปลอม เงินได้เข้าไปยังศูนย์กระจายเงินจึงตรวจพบว่าเป็นพันธบัตรปลอม ทั้งนี้ในแต่ละวันธนาคารได้รับความเสียหายประมาณ 20,000 บาท และเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นๆ ก็ตกอยู่ในฐานะเดียวกัน ดังนั้น ในจุดนี้อยากให้ทางการและธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาแก้ไขปัญหาเร่งด่วน
“ตอนนี้แบงก์ปลอมมีมาก และตอนนี้ปลอมได้เหมือน ดูแทบไม่ออก ขนาดส่องไฟตรวจสอบแล้วยังเหมือนของจริงทุกอย่าง และแบงก์ที่ปลอมส่วนใหญ่จะทำมาลอตเดียวกัน ใช้เลขเดียวกันทั้งหมด ตอนนี้ไม่เฉพาะแบงก์พันที่ปลอม แบงก์ดอลลาร์ก็ปลอมเช่นกัน” นายประเวศกล่าว
อย่างไรก็ดี ตลอดวัน ผู้สื่อข่าวได้ออกสำรวจกระแสความตื่นตัวของคนทำมาค้าขายต่อข่าวธนบัตรปลอมระบาด พบว่าหลายแห่งเริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น โดยนางลักขณา เกตุแก้ว อายุ 60 ปี หรือที่รู้จักกันดีในนาม “ป้าแกละ” เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวป้าแกละ หมู่บ้านชลนิเวศน์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีข่าวธนบัตรปลอมระบาด ก็ถูกแก๊งมิจฉาชีพนำแบงก์ 500 บาทปลอม มาหลอกซื้อของแถมยังทอนเงินคืนกลับไปอีก สี่ร้อยกว่าบาท กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าโดนแบงก์ปลอม ก็เมื่อเห็นสีของแบงก์ตก จึงอยากจะเตือนให้ผู้ขายของระวังภัยจากแก๊งมิจฉาชีพพวกนี้ ส่วนตนที่โดนแบงก์ปลอมเข้าไป ก็จะดูรายละเอียดให้มากขึ้น นอกจากนี้ ที่ร้านยังติดป้าย “แบงก์ 1000 ไม่มีทอน” ป้องกันไม่ให้คนให้แบงก์พัน หรือถ้าให้ก็จะมีจำนวนน้อย ทำให้เราสังเกตได้ง่ายกว่าเดิม
ด้านนางนิภาวรรณ แก้วทอง วัย 34 ปี แม่ค้าขายไก่ทอด ย่านโชคชัย 4 กล่าวหลังจากที่ทราบรู้สึกกลัวมาก กลัวว่าจะเจอกับตัวเอง เวลาที่ลูกค้ามาซื้อของ จะพยายามบอกลูกค้าให้ใช้แบงก์ร้อย หลีกเลี่ยงที่จะรับแบงก์พัน โดยจะบอกปัดว่าไม่มีเงินทอน เพราะดูไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะสังเกตอย่างไร ถ้าพลาดพลั้งไปแล้วจะทำให้ขาดทุนย่อยยับ เพราะของที่ขายมีกำไรเพียงไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและรัฐบาลเร่งดำเนินการปราบปรามผู้ค้าแบงก์ปลอมโดยด่วนเพื่อบรรเทาปัญหานี้
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังธนาคารกสิกรไทย สาขาหนึ่งใน กทม. ซึ่งได้รับแจ้งจากประชาชนว่าทางธนาคารดังกล่าวได้นำธนบัตรใบละ 1000 บาท 2 ใบ ซึ่งเป็นธนบัตรปลอม มีหมายเลขกำกับคือ 1G 2216622 และ 9A 6507414 ใส่กรอบติดตั้งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ฝาก ถอน และมีตราของธนาคารประทับว่า “ปลอม” ซึ่งเมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ธนาคารรายหนึ่ง ก็ได้รับคำตอบว่า แบงก์ปลอมทั้ง 2 ใบ ตรวจสอบพบเมื่อช่วงเดือน ต.ค. และเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งแบงก์ปลอมทำเหมือนมากจนไม่สามารถแยกแยะได้ ธนาคารจึงนำแบงก์ดังกล่าวมาติดไว้ เพื่อให้ประชาชนดูเพื่อเป็นตัวอย่าง และระมัดระวัง เพราะมีการระบาดของแบงก์ปลอมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแบงก์ 500 บาท เริ่มระบาดเพิ่มขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อผู้สื่อข่าวขอถ่ายภาพตัวอย่างแบงก์ปลอมดังกล่าว เจ้าหน้าที่ธนาคารกลับไม่ให้บันทึกภาพ อ้างว่าจะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ก่อน แต่เมื่อขอติดต่อผู้จัดการประจำสาขา กลับได้รับคำปฏิเสธว่าไม่อยู่ เพราะติดประชุมที่สำนักงานใหญ่

วันอาทิตย์, ธันวาคม 14, 2551

สุขุมพันธุ์-แก้วสรร-ปลื้ม ลุยขอคะแนนเสียงตลาดสด

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการหาเสียงของผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในวันนี้ ( 14 ธ.ค.)ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หมายเลข 2 ในนามพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. ได้ลงพื้นที่หาเสียงที่ย่านตลาดสด เมืองทองธานี 1 เขตหลักสี่ โดยรับปากกับพ่อค้าแม่ค้าว่าจะดูแลให้สถานที่สำหรับซื้อขายสินค้าประเภทอาหารสดต่างๆ ให้มีความสะอาด สวยงาม น่าซื้อขาย และจะทำการจัดระเบียบตลาดสด เช่นเดียวกับ ตลาดสด อ.ต.ก.หรือตลาดสดอื่นๆ ที่มีการพัฒนาไปแล้ว โดยจะเร่งพัฒนาให้สภาพแวดล้อมของพื้นที่ กทม.ให้เป็นพื้นที่สีเขียว มีบรรยากาศร่มรื่นน่าอยู่อาศัยและปราศจากมลพิษ
"สำหรับโพลล์ต่างๆ ที่ออกมาว่า มีคะแนนนำเหนือคู่แข่งทุกคนนั้น ไม่ได้สนใจมากนัก แต่สิ่งที่ต้องทำคือ การเดินหน้าเสนอนโยบายต่อพี่น้องประชาชนชาว กทม.โดยเฉพาะทำอย่างไรให้เมืองหลวงเกิดการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง" ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว
ด้าน นายแก้วสรร อติโพธิ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 12 ในนามอิสระ เดินทางไปกราบสักการะอนุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยขออาสาเข้ามาดูแลพัฒนาเมืองธนบุรี และกล่าวว่า เป็นคนที่โตมาจากฝั่งธนบุรี ซึ่งแม้ว่าตนจะไม่ได้รับการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ขอให้ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ จัดเมืองใหม่ สร้างกรุงเทพฯในยุครถไฟฟ้า โดยมีนโยบายสร้างระบบขนส่งระยะสั้น เพื่อขนส่งประชาชน ที่จะเดินทางมาจากรถไฟฟ้า และใช้ประโยชน์จากรางรถไฟเดิม ในการเชื่อมผู้โดยสารที่เดินทางมาจากมหาชัยเพื่อต่อมาเข้าเมือง รวมทั้งทำทางหลักเข้าออกทางทิศตะวันตกด้านเพชรเกษม เอกชัย และถนนพระบรมราชชนนี เป็นต้น โดยประเด็นหลักของการเชื่อมโยงระบบขนส่ง เพื่อเปิดทางให้คนฝั่งธนบุรีสามารถเดินทางเข้าเมืองสะดวกขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นายแก้วสรรได้เข้าพบปะกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดวงเวียนใหญ่ เพื่อรับรู้ปัญหา โดยเฉพาะความต้องการขายของ 7 วัน โดยกล่าวว่า "หากเหตุผลของการหยุด เพื่อทำความสะอาดตลาดอย่างจริงจัง ก็สมควรหยุด ซึ่งเป็นนโยบายเดิมของนายอภิรักษ์ " หลังจากนั้น จึงไปพบปะกับผู้นำชุมชนเพื่อประชุมหารือถึงข้อดี ข้อไม่ดี ในนโยบายคืนความสุข อย่างไรก็ตาม ด้าน ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ คุณปลื้ม ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 8 ลงพื้นที่หาเสียงตลาด อ.ต.ก. โดยรับฟังปัญหาจากพ่อค้าแม่ค้าและผู้ใช้บริการตลาดนัดที่ร้องเรียนต่างๆ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่มาสำรวจสภาพตลาดซึ่งพบว่าทั้งสะอาด สว่างน่าเดิน อาจจะนำไปเป็นตัวอย่างให้ตลาดของ กทม.นอกจากนี้ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ กล่าวถึงปัญหาค่าเช่าแพงของผู้ค้าตลาดนัดจตุจักรด้วยว่า ในเรื่องการต่อสัญญากับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คิดว่าจะต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งเชื่อว่า รฟท. คงคิดค่าเช่าแผงในอัตราที่เป็นธรรม ส่วนตัวจะไม่เข้าไปก้าวก่ายว่าควรอยู่ในอัตราใด ส่วนตลาดโบ๊เบ๊ก็เห็นว่าการขายต้องปฏิบัติไปตามกฎหมาย ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เย็นวันนี้ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ จะไปพบกับข้าราชการ กทม.ที่สนามกีฬาศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ เพื่อรับฟังปัญหาและพูดคุยทั่วไป เชื่อว่าจะทำงานร่วมกับข้าราชการ กทม.ได้ไม่มีปัญหา ด้วยทีมรองผู้ว่าฯ กทม.ที่ยังไม่เปิดตัวเป็นผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญ และเข้าใจระบบการทำงานของข้าราชการเป็นอย่างดีด้าน นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงการจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปีนี้ ว่า เนื่องจากอยู่ในช่วงการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งมีทั้งทั้งการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร( ส.ส.) ในเขต 10 การเตรียมการจัดงานต่าง ๆ จึงมีข้อกฎหมายที่ต้องระมัดระวัง ดังนั้นในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2552 กทม. จะจัดกิจกรรมเฉพาะพิธีสงฆ์และกิจกรรมทางศาสนา โดยในวันที่ 30 ธ.ค.2551 จะมีพิธีอัญเชิญพระพุทธนวราชบพิตร พระพุทธรูปประจำ กทม. ไปประดิษฐานที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อให้ประชาชนได้สักการะขอพรเป็นสิริมงคลเนื่องในเทศกาลปีใหม่ และจะมีกิจกรรมทำบุญตักบาตรในวันขึ้นปีใหม่ วันที่ 1 ม.ค. พ.ศ.2552 เท่านั้น ส่วนกิจกรรมนับถอยหลังหรือเคาท์ดาวน์ปีเก่าสู่ปีใหม่ 2552 รวมทั้งงานมหรสพหรือกิจกรรมบนเวทีจะไม่มี เพื่อให้เหมาะควรตามกฎหมายเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคเอกชนที่จะมีการจัดงานนับถอยหลังก็ดำเนินการไปได้ตามปกติ
ปลัด กทม. ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่น กทม. ยังกล่าวว่า ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ทั้ง 14 คน ต้องระมัดระวังเรื่องการจัดงานเลี้ยงหรือร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ ในเทศกาลปีใหม่ การจัดเลี้ยงตามประเพณีสามารถทำได้ แต่ต้องไม่จัดเลี้ยงในลักษณะจูงใจให้เลือกผู้หนึ่งผู้ใด เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส่วนกรณีผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่แห่สิงโตในการหาเสียง เป็นเรื่องที่กรรมการการเลือกตั้งกรุงเทพฯ จะต้องสืบสวนตรวจสอบ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ร้องเรียน

มีช่องทางติดต่อใหม่

มีช่องทางติดต่อใหม่ คือ ussadrangthai.siam2web.com

วันเสาร์, ธันวาคม 13, 2551

ชมจันทร์ดวงโต โหรทักมีดี-ร้าย

ตามที่องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ หรือ นาซา ออกมาเชิญชวนให้คนทั่วโลกชมปรากฏการณ์พระจันทร์เต็มดวงในค่ำคืนวันที่ 12 ธ.ค. ซึ่งจะเห็นพระจันทร์ดวงโตและสว่างที่สุดในรอบปี โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากดวงจันทร์โคจรเป็นรูปวงรี ทำให้มีด้านที่อยู่ใกล้โลกมากกว่าด้านอื่นๆ 50,000 กิโลเมตร ซึ่งในภาษาของนักดาราศาสตร์ ด้านที่อยู่ไกลสุดคือ “อะโพจี” (apogee) และด้านที่ใกล้สุดคือ “เพริจี” (perigee) โดยในคืนวันที่ 12 ธ.ค. ดวงจันทร์จะอยู่ในตำแหน่ง “เพริจี” ส่งผลให้ดวงจันทร์ดูใหญ่กว่าจันทร์เต็มดวงเมื่อช่วงต้นปี ถึงร้อยละ 14 และสว่างมากกว่าร้อยละ 30 ช่วงเวลาดีที่สุดที่จะชมดวงจันทร์คือ ช่วงเวลาที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้ขอบฟ้าซึ่งเห็นได้ทั้งคืนวันที่ 12 และ 13 ธ.ค.ขณะที่ผลกระทบจากตำแหน่งของดวงจันทร์ที่อยู่ใกล้โลกนี้ ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นสูงกว่าปกตินั้น
ด้านความตื่นตัวของคนไทยต่อปรากฏการณ์พระจันทร์ดวงกลมใหญ่กว่าปกติในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายนิพนธ์ ทรายเพชร ราชบัณฑิตทางด้านดาราศาสตร์กล่าวว่า ในวันศุกร์ที่ 12 ธ.ค. เกิดปรากฏการณ์ ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงมากกว่าวันอื่นๆคนไทยมักเรียกวันนี้ว่า “วันพระใหญ่” โดยทุกคนสามารถเห็นดวงจันทร์ดวงใหญ่กว่าปกติ โดยเฉพาะเวลา 23.00-24.00 น. จะเห็นดวงจันทร์ กลมโตสุกสว่างซึ่งสามารถมองเห็นได้ทั่วไป โดยดวงจันทร์ดังกล่าวจะมีความกว้างของเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 33.5 ลิปดา ซึ่งต่างจากดวงจันทร์ปกติที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 30 ลิปดา อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดวงจันทร์ใกล้โลกจะเกิดขึ้นเดือนละ 1 ครั้ง เพียงแต่ระยะห่างจากโลกที่ทำให้เห็นดวงจันทร์กลมโตสุกสว่างจะแตกต่างกัน ซึ่งครั้งนี้ถือว่าดวงจันทร์มีลักษณะโตที่สุด โดยครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าหลังจากนี้จะเกิดขึ้นอีกประมาณ 15-18 ปี
“ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อน้ำขึ้นน้ำลง หากมองเห็นดวงจันทร์กลมโตกว่าปกติ หรืออยู่บริเวณขอบฟ้าย่อมแสดงว่าเป็นช่วงน้ำขึ้น แต่หากเห็นดวงจันทร์อยู่สูงมากหรือไกลออกไปแสดงว่าเป็นช่วงน้ำลงนั่นเอง แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดน้ำท่วม เพราะแรงดึงดูดจากดวงจันทร์จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าปกติไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น” นายนิพนธ์กล่าว
ด้าน น.ส.ประพีร์ วิราพร นายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย กล่าวว่า ปรากฏการณ์ดวงจันทร์โคจรใกล้โลกนั้น คนไทยสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าและมองเห็นได้ทั่วประเทศ ตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์ตกดินทางทิศตะวันออก ซึ่งการที่ดวงจันทร์โคจรใกล้โลกนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกปี โดยดวงจันทร์จะห่างจากโลก เฉลี่ย 380,000 กิโลเมตร แต่สำหรับปีนี้โคจรใกล้ที่สุด 356,566 กิโลเมตร ซึ่งจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าปกติร้อยละ 14 มีแสงสว่างกว่าปกติ ที่เคยเห็นร้อยละ 30 สิ่งที่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป สามารถเรียนรู้ได้ นอกเหนือจากดูความสวยงามของดวงจันทร์แล้ว ความรู้ทางดาราศาสตร์ที่จะได้รับคือ เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรี ซึ่งจะทำให้เกิดระยะใกล้และไกล เมื่อดวงจันทร์โคจรใกล้มากขนาดนี้เราก็จะเห็นหลุมต่างๆบนดวงจันทร์ หรือที่เราเปรียบเทียบว่าเป็นกระต่ายบนดวงจันทร์ ก็จะเห็นด้วยตาเปล่าได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรที่จะดูดวงจันทร์ด้วยกล้องส่องทางไกล เพราะแสงจะสว่างจ้ามากเกินไป และสามารถดูได้ด้วยตาเปล่าก็สวยงามอยู่แล้ว นอกจากนี้ การที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกเช่นนี้ ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะส่งยานอวกาศจากโลกไปสำรวจดวงจันทร์ เพราะจะประหยัดพลังงาน
นายกสมาคมดาราศาสตร์ไทยกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ในปี 2009 จะเกิดมหกรรมสุริยุปราคารอบปี 2009 ที่สามารถดูได้ในประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 26 ม.ค.2552 ประชาชนจะสามารถสังเกตเห็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาเป็นบางส่วนได้ทั่วทุกจังหวัดของประเทศไทย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง และโลกอยู่ในแนวเดียวกันและระนาบเดียวกัน ซึ่งเงาของดวงจันทร์จะบังแสงดวงอาทิตย์ไม่ให้มาถึงโลก ทำให้เห็นดวงอาทิตย์แหว่งครึ่งดวง หรือแหว่งไปประมาณร้อยละ 45
น.ส.ประพีร์กล่าวอีกว่า สำหรับกรุงเทพมหานครจะสังเกตเห็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาได้ตั้งแต่เวลา 15.53 น. จนถึงช่วงที่พระอาทิตย์เกือบตกเวลา 17.59 น. ของวันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การชมปรากฏการณ์นี้ไม่สามารถชมได้ด้วยตาเปล่า รวมทั้งห้ามใช้ฟิล์มเอกซเรย์ ฟิล์มขาวดำ กระจกรมควันประกอบการดูด้วย ซึ่งอาจทำให้เป็นโรคต้อกระจก หรือตาบอดได้ ทั้งนี้ สมาคมดาราศาสตร์ไทยจะมีการจัดทำฟิล์มพิเศษที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพในการดูปรากฏการณ์สุริยุปราคาเป็นการเฉพาะ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามวิธีการดูเพิ่มเติมได้ที่สมาคมดาราศาสตร์ ไทย 0-2381-7409 นอกจากนี้ ประเทศที่สามารถสังเกตเห็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาในวันที่ 26 ม.ค.ปีหน้า เป็นวงแหวนจะอยู่ในแถบทะเลมหาสมุทร อาทิ เกาะเซลีเบส ประเทศอินโดนีเซีย เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ช่องแคบกะริมาตา เกาะบอร์เนียว นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ สุริยุปราคาจะเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 22 ก.ค.2552 ซึ่งประเทศไทยจะเห็นเป็นบางส่วนเท่านั้น ก่อนรุ่งสางเวลา 07.00-09.00 น.
ส่วนความเชื่อของคนไทยที่มีต่อวันพระจันทร์ดวงใหญ่กว่าปกตินี้ พระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าพราหมณ์ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์กล่าวว่า ปกติวันขึ้น 15 ค่ำ หรือขึ้น 8 ค่ำ ถือเป็นวันมงคล ซึ่งครั้งนี้พระจันทร์เต็มดวง ใกล้โลกมากที่สุด ตามความเชื่อแล้ว ถือว่าเป็นฤกษ์มงคล เป็นวันพระและวันดีในการประกอบกิจการต่างๆ บางคนจะนิยมมาอาบน้ำใต้แสงจันทร์ในคืนวันขึ้น 15 ค่ำ หรือคืนวันเพ็ญ เพราะตามคติความเชื่อตั้งแต่สมัยโบราณ การอาบน้ำใต้แสงจันทร์จะเป็นการเสริมดวงชะตาจากดวงดาว เป็นการขอพรให้เกิดความเป็นสิริมงคลต่อชีวิต ทำให้การทำงานต่างๆ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ส่วนวันเพ็ญที่ประชาชนนิยมอาบน้ำใต้แสงจันทร์มากที่สุด คือวันเพ็ญ เดือน 12 เพราะเป็นคืนที่มีน้ำขึ้นเต็มฝั่งมากที่สุด ซึ่งหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม การอาบน้ำใต้แสงจันทร์สามารถทำได้ทุกวันเพ็ญ รวมทั้งเป็นการเริ่มต้นของการทำความดี ลดละกิเลสในวันพระด้วย
ขณะที่นายโสรัจจะ นวลอยู่ นักโหราศาสตร์ชื่อดัง กล่าวว่า ปรากฏการณ์พระจันทร์ดวงใหญ่กว่าปกติในครั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่พระจันทร์เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 15 ปี ซึ่งตามหลักโหราศาสตร์แล้ว มีความหมายทั้งเรื่องดีและเรื่องเคราะห์ กล่าวคือในเรื่องที่ดี จะเกิดทิศทางในเรื่องการเมืองที่เป็นในทางสันติ แต่จะเกิดขึ้นในช่วงระยะสั้นๆ ไม่ถึง 1 เดือน แต่จากนั้นผู้คนจะเกิดความขัดแย้งทางอารมณ์มากขึ้น โดยความขัดแย้งจะทวีมากขึ้นจนถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อได้ ส่วนเรื่องเศรษฐกิจจะมีผลกระทบอย่างหนักจากทั้งในและนอกประเทศ โดยจะเกิดตั้งแต่ต้นปี 2552 เป็นต้นไป ปัญหาคนว่างงานเพิ่มมากขึ้น การปล้นของมีค่าเพิ่มมากขึ้น หุ้นจะยังคงตกอยู่ โดยหุ้นจะเริ่มตกตั้งแต่ 2-3 วันนี้ แต่จะสามารถผ่านวิกฤติไปได้ อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงนี้ดูเหมือนสถานการณ์ ต่างๆ จะผ่อนคลายลง แต่หากเลย 1 เดือนไปแล้ว เหตุการณ์ ต่างๆ จะทวีความรุนแรงมากขึ้น การเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้คนไทยสามัคคีกันไว้ ใจเย็น และรู้จักระงับอารมณ์

วันศุกร์, ธันวาคม 05, 2551

ความเป็นมาวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวา ( วันพ่อ )


5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการหนึ่งวัน เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้ร่วมกันเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ถือเป็นวันพ่อแห่งชาติ อีกวันหนึ่งด้วย วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความเป็นมาของวันสำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์วิทท์มอร์ เป็นผู้ถวายการประสูติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 9 แห่งบรมจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจและเจริญพระราชจริยาวัตรเป็นเอนกประการ จำเนียรกาลผ่านมาถึงปัจจุบันที่สุดจะพรรณนาให้ครบถ้วนได้ ท่ามกลางมหาสมาคมวันพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ทรงมีกระแสพระราชดำรัสที่พสกนิกรทุกคนยังจดจำได้ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม" อันคำว่าโดย "ธรรม" นั้น ทรงหมายถึง ธรรมอันล้ำเลิศที่เรียกว่า "ทศพิธราชธรรม" หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า "ราชธรรม 10 ประการ" ราชธรรม 10 ประการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดมั่นทรงปฎิบัติโดยเคร่งครัด และส่งผลถึงพสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักรนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเหนือเกล้าฯ วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริ่เริ่ม หลักการและเหตุผลในการจัดตั้งวันพ่อ โดยที่พ่อเป็นผู้มีพระคุณที่มีบทบาทสำคัญ ต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสมควรที่สังคมจะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น "วันพ่อแห่งชาติ" ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างนานัปการ ทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงรักใคร่และห่วงใยตั้งแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งพระเจ้าหลานเธอทุกพระองค์ต่างซาบซึ้งและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น "พ่อ" ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้ ฆ

เยาวชนขอคนไทยจงรักภักดี ทำให้ ในหลวง มีความสุข

ฆวันนี้ (5 ธ.ค.) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง สังคมไทย รัฐบาล และคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีที่เด็กและเยาวชนไทยอยากเห็น กรณีศึกษาเยาวชนที่มีอายุ 15-18 ปีในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล จำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 1,925 ตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ติดตามข่าวการเมืองไม่แตกต่างไปจากกลุ่มผู้ใหญ่คือ กว่าร้อยละ 90 ติดตามข่าวการเมืองผ่านสื่อมวลชนเป็นประจำทุกสัปดาห์
เมื่อสอบถามถึงสิ่งที่เด็กและเยาวชนอยากเห็นในสังคมไทย พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.2 อยากเห็นประชาชนคนไทย ร่วมแสดงความจงรักภักดี ทำให้ในหลวงมีความสุข รองลงมาคือ ร้อยละ 88.4 อยากเห็นผู้ใหญ่ “เลิก” ทะเลาะกัน ร้อยละ 87.5 อยากเห็นคนไทยรักกัน ตลอดไป ร้อยละ 84.5 อยากเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างถาวร ร้อยละ 81.4 อยากเห็นรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ สุจริต
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่ายังมีอีกหลายประการที่เยาวชนกว่าร้อยละ 70 อยากให้เกิดในสังคมไทย อาทิ ให้ทุกๆ ฝ่ายยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยไม่ใช้ความรุนแรง อยากเห็นปัญหาการเมืองได้ข้อยุติโดยเร็ว อยากเห็นนักการเมืองที่ทำผิดถูกลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม อยากเห็นการเมืองใหม่ การเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็ง ด้วยสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง และอยากเห็นนักการเมืองมีจิตสำนึก เสียสละลาออกง่ายๆ เมื่อสังคมเห็นชัดแจ้งว่า ทำผิด
ส่วนคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่เยาวชนต้องการนั้น ดร.นพดล กล่าวว่า เยาวชนเกือบร้อยละ 98.5 ระบุนายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องมีความจงรักภักดีต่อสถาบันด้วยความจริงใจ ในขณะที่มีจำนวนมากร้อยละ 97.7 ระบุต้องมีความรับผิดชอบ และต้องกล้าตัดสินใจร้อยละ 97.6 ระบุต้องมีความอดทน อดกลั้น ร้อยละ 97.5 ระบุมีจิตสำนึก จริยธรรมทางการเมือง
ทั้งนี้ ยังพบว่าเยาวชนมากกว่าร้อยละ 90 เรียกร้องว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ มีความเสียสละ รู้จักให้อภัย มีความรวดเร็วฉับไวในการแก้ปัญหาประชาชน ในขณะที่ประมาณร้อยละ 80 ระบุต้องมีการศึกษาสูงตามลำดับ
ดร.นพดล กล่าวต่อว่า เมื่อสอบถามถึงความเหมาะสมของบุคคลต่างๆ ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น ผลการสำรวจพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 47.4 ระบุนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีความเหมาะสม ในขณะที่ร้อยละ 33.5 ระบุนายอานันท์ ปันยารชุน มีความเหมาะสม ร้อยละ 32.4 ระบุนายชวน หลีกภัย มีความเหมาะสม ร้อยละ 27.9 ระบุนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ มีความเหมาะสม และร้อยละ 27.3 ระบุพล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร มีความเหมาะสม
นอกจากนี้ เมื่อสอบถามถึงความเหมาะสมของบุคคลอื่นๆ อาทิ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ นายเตช บุนนาค ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายชัย ชิดชอบ พบว่าประมาณร้อยละ 25 ที่ระบุว่าบุคคลเหล่านี้มีความเหมาะสม และเมื่อสอบถามความคิดเห็นกรณีการความเคลื่อนไหวทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั้น ร้อยละ 67.1 ระบุเห็นด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ควรหยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองได้แล้ว ในขณะที่ร้อยละ 32.9 ระบุไม่เห็นด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามความเชื่อมั่นของเยาวชนกรณีการปกครองแบบประชาธิปไตยยังเป็นการปกครองที่เหมาะสมกับประเทศไทยอยู่ แม้ว่าจะมีวิกฤตต่างๆ เกิดขึ้นนั้น พบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งคือ ร้อยละ 61.9 ระบุยังมีความเชื่อมั่นว่าเป็นเช่นนั้นอยู่ ในขณะที่ร้อยละ 19.6 ระบุไม่เชื่อมั่น และร้อยละ 18.5 ระบุไม่มีความคิดเห็น
ท้ายสุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นกรณี ถ้าหากมีสิทธิเลือกตั้งได้ พรรคการเมืองหรือกลุ่ม ส.ส.ที่อยากให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่นั้น พบว่า ร้อยละ 24.7 ระบุอยากให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ในขณะที่ร้อยละ 19.1 ระบุอยากให้พรรคเพื่อไทย (กลุ่มส.ส.เก่าจากพรรคพลังประชาชน) เป็นแกนนำ ร้อยละ 4.1 ระบุพรรคอื่นๆ ทั้งนี้กว่าครึ่งหนึ่งคือร้อยละ 52.1 ยังไม่ระบุพรรคการเมืองที่อยากให้เห็นเป็นแกนนำ

วันศุกร์, พฤศจิกายน 28, 2551

อินเดียเลือดท่วม 101 ศพ มูจาฮีดีนบุกถล่ม




สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ว่า กองกำลังติดอาวุธบุกจู่โจมสถานที่สำคัญหลายจุดในนครมุมไบ หรือบอมเบย์ ศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจการเงิน แถบชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย เมื่อเวลาราว 22.30 น. ของคืนวันพุธที่ 26 พ.ย. หรือตรงกับเที่ยงคืนของไทย มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 101 คน บาดเจ็บ 300 คน และยังมีถูกจับเป็นตัวประกันอีกจำนวนหนึ่ง มีทั้งชาวอเมริกัน อังกฤษ อิตาลี สวีเดน แคนาดา เยเมน นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และอิสราเอลมีการยิงต่อสู้กัน 10 จุดระหว่างกลุ่มผู้ก่อเหตุกับหน่วยคอมมานโด คนร้ายถูกยิงเสียชีวิต 8 คน เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 11 คน รวมทั้งนายเฮมานท์ คาร์คาเร หัวหน้ากองกำลังปราบปรามผู้ก่อการร้ายของนครมุมไบ คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบอมเบย์ กล่าวว่า มีชาวยุโรป 9 คน ญี่ปุ่น 1 คน บาดเจ็บถูกนำมาจากโรงแรมทัชมาฮาล สำหรับผู้เสียชีวิตมีชาวญี่ปุ่น 1 คน ชื่อนายฮิซาชิ สึดะ อายุ 38 ปี นอกจากนี้ยังมีชาวออสเตรเลีย อังกฤษ และอิตาลี อีกชาติละ 1 คนด้วย

สื่อมวลชนของอินเดียรายงานว่า คนร้ายเดินทางมาทางเรือ เป็นกองกำลังที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนักชื่อ “เดคคาน มูจาฮีดีน” เรียกร้องให้อินเดียปล่อยตัวชาวมุสลิมที่ถูกจับกุมขังทั้งหมด สำหรับเป้าหมายการโจมตีของผู้ก่อการร้ายคือ โรงแรมระดับ 5 ดาว 2 แห่ง ชื่อ “ทัช มาฮาล” และ “โอเบอรอย ไทรเดนท์” และสำนักงานตำรวจทางใต้ของมุมไบ

นอกจากนี้มีสถานที่อื่นๆอีกคือสถานีรถไฟเก่าแก่ชื่อ “ฉัตราพาที สิวะจี” ซึ่งสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรีย โกธิค สมัยศตวรรษที่ 19 โรงพยาบาลอีก 2 แห่ง คือ คามา ฮอสปิตอล และ จีที ฮอสปิตอล “ลีโอโพลด์” ร้านอาหารหรูประจำเมืองที่คนรวยและชาวต่างชาตินิยมใช้บริการ และสำนักงานชาวยิวชื่อ “นาริมาน เฮาส์” มีกลุ่มคนร้ายบุกจับพระของศาสนายิว หรือแรบไบ และครอบครัวเป็นตัวประกัน หน่วยคอมมานโดถูกส่งเข้าไปล่าคนร้ายและช่วยตัวประกันภายในโรงแรมทัชมาฮาล กระทั่งเที่ยงคืนตามเวลาท้องถิ่นเกิดยิงกันและระเบิดขึ้นหลายจุดภายในโรงแรม เปลวเพลิงและควันพุ่งออกมาจากห้องพักหลายห้อง ท่ามกลางเสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวของนักท่องเที่ยวที่พักอยู่ ตำรวจใช้รถกระเช้าฉีดน้ำจากมุมสูงลงไป เจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งใช้บันไดพาดจากรถไปยังระเบียงห้องพักช่วยเหลือคนที่ติดอยู่ออกมา ขณะที่เพลิงโหมไหม้จนถึงช่วงเช้าของวันพฤหัสบดี

นายราเกช พาเทล ชาวอังกฤษ ซึ่งพักที่โรงแรมทัชมาฮาล เผยนาทีระทึกขวัญว่า ตนกับชาวต่างชาติที่พักอยู่หลายสิบคนถูกชายวัยรุ่น 2 คนซึ่งมีอาวุธสงครามต้อนขึ้นไปชั้น 18 ของโรงแรม และประกาศหาตัวคนที่ถือพาสปอร์ตอังกฤษและอเมริกัน ด้วยความกลัวทำให้หาทางหนีออกมาได้พร้อมกับชาวอเมริกันอีกคนหนึ่ง

นายอเล็กซ์ ชามเบอร์เลน นักธุรกิจชาวอังกฤษซึ่งพักอยู่ที่โรงแรมโอเบอรอย และถูกจับเป็นตัวประกันพร้อมกับชาวต่างชาติอีกหลายคน เล่าว่า คนร้ายวัยรุ่นพูดภาษาฮินดี หรืออูร์ดู ถามหาคนอเมริกันและอังกฤษ แต่ตนปฏิเสธและหนีออกมาได้ ส่วนนายนาซิม อีแนน ซึ่งอยู่ที่สถานีรถไฟ “ฉัตราพาที สิวะจี” เล่าว่า คนร้าย 4 คน สวมเสื้อเชิ้ตสีดำ กางเกงยีนส์สีน้ำเงิน ไล่ยิงผู้คนไม่เลือกหน้าก่อนหลบหนีไป

นายเอ.เอ็น. รอย ผู้บัญชาการตำรวจรัฐมหาราช กล่าวว่า สถานการณ์ที่โรงแรมทัชมาฮาล คลี่คลายแล้ว ตัวประกันกว่า 100 คน ได้รับอิสระแล้ว แต่ไม่บอกว่าคนร้ายถูกจับ หรือถูกสังหาร ส่วนที่ “ลีโอโพลด์” ร้านอาหารหรูหรากลางนครมุมไบนั้น มีคราบเลือดเต็มร้าน ผนังถูกยิงพรุน สำหรับการโจมตีสำนักงานตำรวจนครมุมไบ และโรงพยาบาล 2 แห่ง ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย. นายไบพิน ชริมาลี เลขาฯ รมว.มหาดไทยแห่งรัฐมหาราช ระบุว่ามีผู้ต้องสงสัยเป็นคนร้ายถูกสังหาร 4 คน ในการปะทะ 2 จุด ขณะพยายามขับรถหลบหนี ส่วนที่โรงแรมทัชมาฮาล คนร้ายเสียชีวิต 4 คน และถูกจับ 9 คน เจ้าหน้าที่ได้ประกาศเคอร์ฟิวสั่งปิดโรงเรียนและตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม เครื่องบินที่มายังนครมุมไบถูกยกเลิกเพียงไม่กี่เที่ยว

ด้านปฏิกิริยาจากต่างประเทศ โดยนายโรเบิร์ต วู้ด โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงว่าอยู่ระหว่างตรวจสอบ มีชาวอเมริกันเสียชีวิตหรือไม่ รัฐบาลวอชิงตันระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการกระทำที่น่าสยดสยอง ขณะที่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ส่งสารแสดงความเสียใจต่อญาติของผู้เสียชีวิต ส่วนนายบารัก โอบามา ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ ให้คำมั่นว่าจะร่วมมือกับอินเดียเพื่อถอนรากถอนโคนทำลายเครือข่ายก่อการร้าย

ขณะที่หน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ประชุมฉุกเฉินหารือแนวทางช่วยอินเดีย ฝ่ายนายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ระบุการโจมตีสุดโหดร้าย ต้องได้รับการตอบแทนที่รุนแรงสาสม ด้านผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศวิเคราะห์ว่าโรงแรมหรูในชาติเอเชียกลายเป็นเป้าโจมตีของกองกำลังอิสลาม โดยยกตัวอย่างเหตุโจมตีโรงแรมต่างๆ เช่น โรงแรมแมริอ็อทในปากีสถาน
วันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของไทยแถลงว่า ได้รับรายงานจากสถานกงสุลนครมุมไบว่ามีคนไทยอยู่ในมุมไบ 50-60 คน มี 6 คนทำงานที่โรงแรมโอเบอรอย สามารถติดต่อกับพ่อครัวคนไทยได้แล้ว 1 คน ส่วนพนักงาน สปาคนไทยอีก 5 คน ยังติดต่อไม่ได้ สถานกงสุลยังประกาศเตือนคนไทยในมุมไบให้ระวังตัวและเตรียมแผนการอพยพ

เวลา 18.39 น. ตามเวลาประเทศไทย นายมันโมฮัน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีอินเดีย แถลงว่า คนร้ายวางแผนมาอย่างดีและน่าจะเชื่อมโยงกับกองกำลังภายนอกประเทศด้วย ส่วนกองทัพเรืออินเดียเข้าตรวจสอบเรือชื่อเอ็มวี อัลพา ที่แล่นมาจากนครการาจีของปากีสถานเทียบท่าที่มุมไบ เพราะสงสัยว่าอาจเป็นเรือที่คนร้ายใช้ลอบเข้ามา

ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่ของอินเดียนับถือศาสนาฮินดู เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เผชิญเหตุถูกกองกำลังคนร้ายลอบโจมตีหลายครั้ง เมื่อเดือน ต.ค. กองกำลังความมั่นคงอิสลาม-มูจาฮีดีน แห่งอินเดีย ออกมาอ้างรับผิดชอบเหตุโจมตีด้วยระเบิดหลายจุดในรัฐอัสสัม ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออินเดีย มีผู้เสียชีวิตเกือบ 80 คน และอีก 6 อาทิตย์ต่อมา เกิดเหตุระเบิดหลายจุดในตลาดที่ผู้คนกำลังจับจ่ายซื้อของหนาแน่นในกรุงนิวเดลี มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 คน มีกลุ่มมูจาฮีดีนแห่งอินเดียอ้างความรับผิดชอบ


พปช. –มัชฌิมาฯ อึ้งศาลรธน.นัดปิดคดีเร็วเกินคาด


ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (28 พ.ย.) ว่า นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ได้ตรวจบัญชีพยานของพรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคชาติไทย พรรคพลังประชาชน และของทางอัยการสูงสุด (อสส.) แล้ว โดยใช้เวลาพิจารณาตรวจเอกสารบัญชีพยานนานประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะออกมานั่งบัลลังก์ชี้แจงต่อคู่กรณีว่า จากเอกสารหลักฐานที่ยื่นมานั้น มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงไม่จำเป็นต้องออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานตามที่ผู้ร้องได้ยื่นขอมา และจะให้หัวหน้าพรรคของทั้ง 3 พรรค ส่งหัวหน้าพรรคหรือผู้แทนมาแถลงปิดคดีด้วยวาจา ในวันที่ 2 ธันวาคม เวลา 09.30 น. หากไม่มาตามนัดจะถือว่าไม่ติดใจนั้น

ด้าน นายฉัตรชัย ชูแก้ว ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวว่า ถือเป็นกระบวนการพิจารณาที่เร็วมาก และเป็นการรวบรัดเกินไป โดยที่พรรคมัชฌิมาฯ ยังไม่ได้มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 2 ธันวาคม จะให้นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรค มาแถลงปิดคดีด้วยตัวเอง ส่วนในการเพิกถอนสิทธิ์ของกรรมการบริหารพรรคนั้นให้เป็นดุลยพินิจของทางคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนนายธนา เบญจาธิกุล ทนายความผู้รับมอบอำนาจของพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกว่ากระบวนการพิจารณาค่อนข้างรวบรัด ทั้งที่ยังไม่ได้มีการไต่สวน หรือเปิดโอกาสให้กรรมการบริหารพรรคที่ไม่เกี่ยวข้องได้ใช้สิทธิ์ในการชี้แจง ซึ่งศาลได้ยกกระบวนการวิธีพิจารณา โดยนำข้อกำหนดของศาลมาใช้ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลที่ทำได้ แต่การพิจารณาประเด็นรัฐธรรมนูญน่าจะให้สิทธิ์เราตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 40 ที่ถือว่าใหญ่กว่าข้อกำหนดวิธีพิจารณาของศาล แต่ไม่เป็นไร เมื่อศาลออกมาอย่างนี้ เราต้องรอลุ้น ว่าผลการพิจารณาจะออกมาอย่างไร

นายธนา กล่าวด้วยว่า สำหรับการแถลงปิดคดียังไม่ทราบว่า ใครจะเป็นผู้มาแถลงด้วยวาจาในครั้งนี้ ต้องมีการหารือกับทีมทนายความกันก่อนว่า จะแถลงปิดคดีอย่างไร ส่วนกรรมการบริหารพรรคจะโดนเพิกถอนสิทธิ์ทั้งหมดหรือไม่ เป็นดุลยพินิจของตุลาการฯ ซึ่งทางผู้ร้องยืนยันต่อศาลแล้วว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่า กรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช

วันเสาร์, พฤศจิกายน 22, 2551

ความจริงฯ ไร้ทักษิณโฟนอิน จตุพรอ้าง พธม.มีแผนป้ายสี


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (23 พ.ย.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคพลังประชาชน และผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ ได้เดินทางมาถึงวัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ในเวลา 10.45 น. โดยได้ขึ้นเวทีเพื่อทักทายประชาชน โดยระบุสาเหตุที่เลือกวัดสวนแก้ว เพราะต้องการลดความรุนแรงในการชุมนุม โดยจะชุมนุมถึงเวลา 17.00 น.เท่านั้น จากนั้นจะแยกย้ายกันเดินทางกลับเช่นที่ผ่านมา
นายจตุพร กล่าวถึง กรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยเขียนจดหมายมายังรายการ ว่า ขณะนี้เข้าใจว่าอาการป่วยของ นายสมัคร ยังหนัก เนื่องจากครั้งสุดท้ายที่เขียนจดหมายมายังรายการก็มีอาการที่หนักมากพอสมควรแล้ว ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อนายสมัครได้ เท่าที่ทราบตอนที่นายสมัครเดินทางไปก็อาการหนักและประเทศไทยก็รักษาไม่ได้แล้ว
ส่วนกรณีจะมีการต่อสายโฟนอินถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณวันนี้ไม่มีกำหนดการ สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาชาธิปไตย (พธม.) เกี่ยวกับการเคลื่อนพลไปบุกรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ (24 พ.ย.)นั้น ความจริงแล้วจะเคลื่อนขบวนตั้งแต่คืนนี้ (23 พ.ย.)
ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวด้วยว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะเผาตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล แล้วป้ายความผิดให้กับคนอื่นหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแล้วรัฐบาลไม่จับคนพวกนี้ ก็ไม่สมควรที่จะเป็นรัฐบาลต่อไป ขณะนี้ทุกคนทุกฝ่ายทนอยู่ด้วยความอดกลั้น วันนี้ท้ายที่สุดจะมีการบุกยึดรัฐสภาและเข้าไปทำลายทรัพย์สินเช่นเดียวกับที่ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ทางรัฐสภาเองต้องยืนว่าไม่ย้ายที่ประชุม ประชุมไม่ได้ไม่ต้องย้าย ไม่ต้องเลื่อน ฝ่ายนิติบัญญัติต้องมีจุดยืน ต้องมีเกียรติ ศักดิ์ศรี การเป็นรัฐสภาของประเทศไทย

วันศุกร์, พฤศจิกายน 21, 2551

ชัยสิทธิ์ นั่งหน.เพื่อไทย

สืบเนื่องจากกรณีที่มีข่าวว่า คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 25 พ.ย. นี้ เพื่อมาต่อสู้คดีที่คั่งค้างอยู่ในศาล รวมทั้งจะกลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย วันเดียวกันนี้ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ญาติผู้พี่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ประกาศพร้อมลงเล่นการเมือง โดยจะมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเช่นเดียวกัน
“ชัยสิทธิ์” ประกาศลงเล่นการเมือง
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 21 พ.ย. ที่บ้านพักรับรองภายในกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และญาติผู้พี่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่าจะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า เป็นเพียงกระแสข่าวเพราะยังไม่มีไฟเขียว แต่อยากจะประกาศว่าจากเดิมที่จะไม่เล่นการเมือง แต่ดูจากสถานการณ์ บ้านเมืองที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย จึงอยากเล่นการเมือง แต่จะเป็นพรรคไหนยังต้องรอ หากเป็นพรรคใหญ่ก็ดีจะได้มีโอกาสทำงาน แต่หากพรรคเพื่อไทยไม่ติดต่อเข้ามาหรือให้เล่น ก็จะอาศัยพรรคพวกที่มีอยู่มาก การตัดสินใจเล่นการเมืองเพราะดูจากสถานการณ์ บ้านเมือง หากเราไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือทำงานบ้านเมืองจะไปไม่รอด
ท้าพันธมิตรฯตั้งพรรคการเมืองสู้
“อยากเป็นตัวอย่างให้พวกที่อยู่ทำเนียบฯดูว่า การมาตามระบอบประชาธิปไตยทำอย่างไร คือต้องลงเป็นพรรคการเมือง และถ้าคิดว่ามีเสียงดีก็อยากให้ลงมาเล่นการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ที่ประเทศทั่วโลกที่เจริญแล้วทำกันจะกลัวอะไร และความสงบสุขจะเกิดกับประเทศ หากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตั้งพรรคถือเป็นเรื่องดี เพราะกลุ่มพันธมิตรฯจะได้รู้ว่าการทำตามระบอบประชาธิปไตย อย่างประเทศศิวิไลซ์เขาทำกันอย่างไร และผมจะเทคะแนนเสียงให้เขา 1 เสียง ส่วนที่ผมลงเล่นการเมือง ไม่ใช่เพราะต้องการรับตำแหน่งรองนายกฯ ในช่วงการปรับ ครม.นี้เพราะเขามีคนของเขาอยู่ แต่หากรัฐบาลเชิญผมไปทำงาน ผมก็พร้อมทันที ไม่ว่าตำแหน่งอะไร” พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าว
เก็บ “พจมาน” ไว้เป็นไพ่ใบสุดท้าย
เมื่อถามถึงกรณีที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และแกนนำพรรคพลังประชาชน มาทาบทามให้เล่นการเมือง พล.อ.ชัยสิทธิ์ตอบว่า นายยงยุทธมาทาบทามให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็บอกว่าเวลานี้ต้องเอาเพราะต้องสู้ ต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมา เพราะบ้านเมืองวิกฤติ ถ้าคิดว่าเข้าไปทำงานได้ก็จะรับตำแหน่ง ซึ่งคุยกันเรียบร้อยและตอบรับไปแล้ว แต่แปลกใจที่มี ส.ส.บางคนของพรรคบอกว่า ตนไม่สู้ ไม่เอา ซึ่งความจริงตกลงแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการหารือกับคนในตระกูลชินวัตร และยังไม่ได้คุยกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีข่าวว่าคุณหญิงพจมานจะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพราะขนาดเบอร์โทรศัพท์ยังไม่มี ทุกวันนี้คุยกับเพียงนางพจนีย์ ณ ป้อมเพชร มารดาคุณหญิงพจมาน ขณะนี้คิดว่าควรใช้ตนในการทำงานไปก่อน ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ หรือคุณหญิงพจมานควรจะเก็บไว้เป็นไพ่ใบสุดท้าย
ไม่ถาม “ทักษิณ” เรื่องเล่นการเมือง
เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณคิดอย่างไรที่ท่านจะลงเล่นการเมือง พล.อ.ชัยสิทธิ์ตอบว่า เขาเป็นนักการเมืองมืออาชีพ เขามองออก เราคงต้องถามเขา แต่เขาไม่ได้ ประกาศออกมาชัดเจน มีแต่ลูกพรรคที่ออกมาปฏิเสธแทนว่าจะไม่เล่นการเมือง จึงอยากประกาศว่าจะเล่นการเมือง ทั้งนี้ หากจะไปอยู่พรรคเพื่อไทย ยินดีเพราะเป็นพรรคใหญ่และมีโอกาสได้ทำงาน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณในการลงเล่นการเมือง แต่ลึกๆท่านคงไม่อยากให้เล่นการเมือง เพราะเล่นแล้วเหนื่อย โดยเฉพาะในช่วงนี้ แต่มองว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย หากไปเล่นแล้วนั่งสบายๆคงไม่เอา ส่วนที่มีการคาดว่าจะได้เป็นนายกฯนั้น คิดว่ายังมีพรรษาไม่ถึง คงต้องเป็นไปตามขั้นตอน เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่าคนจะมองว่าเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.ชัยสิทธิ์ตอบว่า นามสกุลมันฟ้อง ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ต้องดูพฤติกรรมว่าเป็นแล้วทำอะไรบ้าง แต่ลึกๆแล้วตัดสินใจลงเล่นการเมือง เพราะคนในตระกูลชินวัตรถูกกระทำ และคิดว่าการทำงานการเมืองน่าจะมีประโยชน์ต่อชาติ
ชี้ประชาชนส่วนใหญ่โดนมอมเมา
เมื่อถามว่า มองการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะแฉศัตรูทางการเมืองอย่างไร พล.อ.ชัยสิทธิ์ตอบว่า ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะโดนขนาดนั้นถ้าไม่ต่อสู้ หรือไม่ชี้แจง เขาในฐานะคนไทยจึงต้องสู้ อย่าลืมว่าประชาชนส่วนใหญ่โดนมอมเมาเยอะ เมื่อถามว่า ฝากอะไรถึง ผบ.ทบ.เกี่ยวกับการดูแลสถานการณ์บ้านเมือง พล.อ. ชัยสิทธิ์กล่าวว่า ตนอยากคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งได้ติดต่อหัวหน้าสำนักงานไปแล้ว แต่ยังเฉยอยู่ ความจริงเรามีหน้าที่ให้คำปรึกษา แต่เขาไม่ปรึกษา จึงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งไม่ได้น้อยใจอะไรที่ท่านไม่คุย แต่รายละเอียดที่ไปคุยต้องไปคุยส่วนตัว ในฐานะที่ตนเป็นอดีต ผบ.ทบ.จะเป็นที่ปรึกษาโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเขาไม่ปรึกษา เรามีสิ่งไหนดี ต้องเก็บไว้ก่อน ซึ่งตนอยากคุยกับท่านเพื่อหาทางออกให้บ้านเมือง เพราะหากปล่อยไปคงดูไม่จืด
ผบ.ทบ.คงอึดอัดกับสถานการณ์
“พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. คงอึดอัดต่อสถานการณ์การเมือง เพราะถ้าไม่อึดอัดคงทำอะไรไปแล้ว แต่โอกาสที่ พล.อ.อนุพงษ์จะใช้วิธีการปฏิวัติเชื่อว่าไม่มี เพราะล้าสมัยไปแล้ว และทำให้ประเทศชาติล่มจมหนัก รวมถึงไม่ใช่วิถีทางที่ควรทำ ทั้งนี้ ความจริงเราต้องมาช่วยกันคิด ใช้สมองเพื่อให้ทุกอย่างลงเอยด้วยดี ไม่มีการนองเลือด ซึ่งเป็นเรื่องที่หนักใจกับผู้ที่รับผิดชอบบ้านเมืองในขณะนี้ เพราะอยู่ในภาวะหวานอมขมกลืน จึงต้องอดทน ส่วนทางออกต้องปรึกษากัน พูดมากไม่ได้ ทั้งนี้ ทุกคนหนักใจ เพราะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง แต่ต้องมานั่งจับเข่าคุยกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด” พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามว่า ห่วงประชาชนที่ชุมนุมในทำเนียบฯหรือไม่ เพราะเกิดเหตุระเบิดรายวัน พล.อ.ชัยสิทธิ์ตอบว่า เป็นห่วงชีวิตประชาชนทุกคน ไม่อยากให้มีการสูญเสีย ทางใดที่จะไม่มีการสูญเสียควรจะทำ เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับไทยวันที่ 25 ธ.ค. และคุณหญิงพจมานจะกลับมาในวันที่ 25 พ.ย.นี้ พล.อ. ชัยสิทธิ์ตอบว่า คงตอบไม่ได้เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา แต่หากกลับมาได้ เราในฐานะญาติก็ดีใจ และเป็นห่วงอยากให้เขาอยู่อย่างสบาย
“เจ๊แดง” โผล่กลางที่ประชุมเพื่อไทย
เมื่อเวลา 13.30 น. วันเดียวกัน ที่อาคารชินวัตรไหมไทย ถนนพระราม 4 ได้มีการประชุมรักษาการคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เพื่อพิจารณากำหนดการปรับโครงสร้างพรรค หลังจากนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง ลาออกจากหัวหน้าพรรค โดยช่วงก่อนการประชุมนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภรรยานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ได้เดินทางมาที่พรรคด้วย ภายหลังการประชุม นายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ขอยืนยันว่าการลาออกของนายสุชาติไม่มีใครบีบให้ลาออก หรือไม่ได้ออกเพื่อเปิดทางให้กับตระกูล ชินวัตรตามที่เป็นข่าว แต่เปิดทางให้คนที่มีความเหมาะสม ทั้งนี้ภายใน 60 วัน พรรคจะมีการสรรหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ พรรคจะหารือกันอีกครั้งเพื่อสรรหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมในการเลือกตั้ง โดยเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลแน่นอน
“ชัยสิทธิ์” มีคุณสมบัตินั่งหัวหน้า พท.
เมื่อถามว่า พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทหารสูงสุด ระบุว่าถูกทาบทามให้มาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายปลอดประสพตอบว่า ยังไม่ได้มีการทาบทามใครมาเป็นหัวหน้าพรรค ขอขอบคุณคนที่เสนอตัวเข้ามา เวลานี้ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันที่จะเสนอ ใครก็เป็นได้ทั้งนั้นขอเพียงคุณสมบัติเหมาะสม เราไม่เปิดโอกาสให้ใครเป็นพิเศษ
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกระแสข่าวเป็นแคนดิเดตว่าที่นายกฯ หากพรรคพลังประชาชนถูกยุบว่า เป็นเพียงข่าวที่เป็นความจริงยาก บอกได้คำเดียวว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยังไม่อยากแสดงความเห็นอะไรมาก เพราะกว่าจะถึงวันนี้ต้องผ่านอะไรอีกเยอะ
“พจมาน” ยื่นอุทธรณ์คดีเลี่ยงภาษี
นายวีรภัทร ศรีไชยา ทนายความของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยในคดีเลี่ยงภาษีบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่า 546 ล้านบาท ที่ศาลอาญามีคำพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 3 ปี กล่าวถึงการยื่นอุทธรณ์คดีว่า ทนายความของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหารบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คุณหญิงพจมาน อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 1-3 ได้ยื่นคำอุทธรณ์ซึ่งต่อสู้ทั้งในประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกว่า 10 ประเด็น รายละเอียด 130 หน้า ส่งต่อศาลชั้นต้นแล้ว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ไว้ เพื่อเสนอศาลอุทธรณ์ แล้ว เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ขณะเดียวกันทางอัยการโจทก์ ได้แก้อุทธรณ์ส่งต่อศาลแล้ว และให้ฝ่ายทนายจำเลยไปรับคำแก้อุทธรณ์ จากนี้ศาลชั้นต้นจะรวบรวมสำนวน คำอุทธรณ์ของจำเลย และคำแก้อุทธรณ์อัยการ เสนอศาลอุทธรณ์ เพื่อพิจารณาและมีคำพิพากษาต่อไป
“พจมาน” มีสิทธิ์เป็นหัวหน้าเพื่อไทย
นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งการลาออกของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มายัง กกต.อย่างเป็นทางการ หากมีการแจ้งมาจะพิจารณาเสนอนายทะเบียนพรรคการเมืองเพื่อตอบหรือไม่ ก่อนจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยจะต้องแจ้งการลาออกของหัวหน้าพรรคมายัง กกต.ภายใน 30 วัน และจากนั้นจะต้องมีการประชุมใหญ่ เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคอีกภายใน 30 วัน รวมทั้งหมดไม่เกินภายใน 60 วัน ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะให้คุณหญิง พจมาน ชินวัตร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มาเป็นหัวหน้าพรรค สามารถทำได้หรือไม่ นางสดศรีตอบว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ได้กำหนดให้บุคคลที่มีสัญชาติไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป และไม่ต้องโทษคดีทางอาญาจนถึงที่สุด สามารถเป็นหัวหน้าพรรคได้ ในกรณีของคุณหญิงพจมาน คดีความยังไม่ถึงที่สุด ดังนั้น จึงไม่น่าเป็นปัญหา
การถูกออกหมายจับไม่มีผลกระทบ
เมื่อถามย้ำว่า คุณหญิงพจมานสามารถมาดำรงหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ใช่หรือไม่ นางสดศรีตอบว่า หากคุณสมบัติครบถ้วนตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ก็มีสิทธิที่จะเป็นหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยได้ เมื่อถามว่า กรณีคุณหญิงพจมานถูกออกหมายจับ จะมีผลต่อการห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ นางสดศรีตอบว่า การออกหมายจับและกลับมาสู้คดีก็ไม่ได้มีอะไร อาจจะมีการขอประกันตัวในชั้นอุทธรณ์และฎีกาต่อไป ขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจของศาลที่จะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่ ยันพิจารณายุบพรรครอบคอบแล้ว
นางสดศรียังกล่าวถึงกรณี 3 พรรคการเมือง ซึ่งจะถูกพิจารณายุบพรรค อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในชั้น กกต.ว่า เป็นธรรมดาของทางพรรคเหล่านั้นที่จะ ยกข้อต่อสู้ใดๆมาชี้แจงในชั้นศาล ทั้งนี้ ยืนยันว่าการที่ กกต.มีคำสั่งให้ยุบพรรคทั้ง 3 พรรคการเมืองนั้น กกต.ได้ ตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆอย่างรอบคอบ และก่อนหน้านี้ก็ได้มีคณะทำงานร่วม ระหว่าง กกต.และอัยการสูงสุดขึ้นมาพิจารณา ดังนั้น พยานหลักฐานต่างๆจึงถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว
ส่วนการตรวจสอบการถ่ายโอนสมาชิกพรรคพลังประชาชน ไปอยู่พรรคเพื่อไทยเพื่อหนีการยุบพรรคนั้น นายปกครอง สุนทรสุทธิ์ รองเลขาธิการ กกต. ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า การที่สมาชิกจะย้ายพรรคไม่ สามารถทำได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ถ้าสมาชิกพรรคลาออกและไปสมัครสมาชิกพรรคใหม่สามารถทำได้ ถ้าพรรคนั้นเป็นพรรคที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับรอง แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่ตรวจสอบขณะนี้ไม่พบความเคลื่อน ไหวการลาออกเพื่อหนีการยุบพรรคแต่อย่างใด