วันศุกร์, มีนาคม 27, 2552

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 37

สัมผัสกลิ่นอายวัฒนธรรมฝรั่งเศส Guest of Hornor 2009
1. พบนักเขียนชื่อดัง
2. ซึมซับวัฒนธรรมฝรั่งเศสผ่านหนังสือ ภาพยนตร์ และแฟชั่นที่บู้ทฝรั่งเศส (France Pavilion) ในแพลนนารีฮอล์
สด! ใหม่! ตื่นตากับ “ห้องสมุดหนังสือใหม่”
1. ที่เดียวที่รวบรวมหนังสือใหม่ๆๆๆกว่า 3,000 ปก ไว้ในห้องบอลรูม โซน”สนุก Kids สนุกอ่าน” เดินชมที่เดียวพบหนังสือใหม่ทั้งงาน
2. เพลิดเพลินกับการอ่าน และสนุกกับกิจกรรมในโซน ทั้งครอบครัว


ร่วมเป็นผู้หนึ่งในการทำบุญแห่งปัญญา ซื้อหนังสือบริจาค 9,999 เล่ม เพื่อเด็กด้อยโอกาสกว่า 1,000,000 คน เพียงบริจาคเงิน 50 บาท ขึ้นไป รับ “คำคมเทพรัตน์” หนังสือแม่เหล็กเล่มจิ๋วเป็นของที่ระลึกทันที
พิเศษ! วันหนังสือเด็กแห่งชาติ 2 เมษายน นี้สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ แจกคูปอง 100 บาท ฟรี ให้เด็กและเยาวชน อายุไม่เกิน 15 ปี 10,000 คนแรกที่เข้างานได้ เลือกซื้อหนังสือในงานตามอัธยาศัย หมดแล้วหมดเลย


ก้าวหน้าด้วยการอ่าน หนังสือสร้างเด็ก เด็กสร้างชาติ

วันพุธ, มีนาคม 25, 2552

เทือกอัดทักษิณพาดพิงองคมนตรี


สุเทพ อัด ทักษิณ เป็นหมาบ้าไปแล้ว พูดพาดพิงองคมนตรี ต้องการให้คนคิดไปไกลกว่านั้น ปฏิเสธ อัดงบพันล้านกล่อมเสื้อแดง อ้างเหตุการแก้เศรษฐกิจในชุมชน หวั่นบานปลายกระทบความมั่นคง
(25มี.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึง การเตรียมการรับมือการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดง 26 มี.ค.ว่า กำ ชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลรักษาสถานที่ราชการและทรัพย์สินของทางราชการ ไม่ให้ใครบุกรุกทำลาย ซึ่งไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ
เมื่อถามว่า ทาง ผบช.น.ระบุจะมีการนำกล้องวงจรปิดมาติดตั้งตามสี่แยกถือเป็นการจับผิดกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องไปถาม ผบช.น. เพราะรายละเอียดในการดูแลกลุ่มคนเสื้อแดงตนไม่ได้ลงไปดูแลมากเท่าไหร่ แต่ได้ย้ำกับผบช.น.ว่า ต้องไม่ยอมให้มีการกระทำผิดกฎหมาย หากทำผิดต้องดำเนินคดีทันที
เมื่อถามว่า กลุ่มเสื้อแดงวิจารณ์ว่า การนำกำลังตำรวจและทหารนับหมื่นนายมารักษาความปลอดภัยเป็นการกระทำที่เกิน กว่าเหตุ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะพูดจาอะไรอย่าไปเชื่อถือ บช.น.มีประสบการณ์ในการดูแลม็อบมาแล้ว การใช้กำลังเจ้าหน้าที่เท่าไหร่ ตนจึงไม่จำเป็นต้องไปซักถาม ทุกฝ่ายมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติในการรักษาทำเนียบรัฐบาล ดูแลรักษากฎหมาย ส่วนกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศจะไม่ให้ครม.เข้ามาทำงานในทำเนียบรัฐบาลนั้น รัฐบาลจะไม่ไปตอบโต้กับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่นายกฯและรัฐมนตรีจะทำงานตามปกติ โดยไม่มีการเตรียมสถานที่สำรองเอาไว้แต่อย่างใด
เมื่อถามถึง กรณีที่ครม.ได้อนุมัติงบประมาณพันล้านบาทให้ กอ.รมน.ดำเนินโครงการกู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นการตั้งงบเพื่อสยบการรุกคืบของกลุ่มคนเสื้อแดงหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าไปฟังการวิจารณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะสิ่งที่รัฐบาลจะทำคือหลังจากที่ประชาชนทั่วประเทศได้รับผลกระทบจาก วิกฤติเศรษฐกิจ ค่าครองชีพขึ้น รายได้ไม่มี หลายคนมาทำงานกรุงเทพต้องกลับไปสู่หมู่บ้านในชนบท คนเหล่านี้จึงต้องหาเลี้ยงปากท้อง จะถือเป็นปัญหาเสี่ยงเมื่อคนไม่มีทางเลือกจะเป็นการเสี่ยงต่อการเกิดความ วุ่นวายและนำไปสู่ผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลจึงต้องเข้ามาแก้ปัญหาโดยยึดตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งถือเป็นของดีต้องนำมาใช้พัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชานกลับไปสู่ภาวะเสี่ยง
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมา กอ.รมน.ไม่ได้มีบทบาทเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่จะเน้นเรื่องความมั่นคงมากกว่า นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องรอดูผลกันต่อไป รัฐบาลตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนทั้งประเทศ คนอาจจะติดภาพเก่าของกอ.รมน. เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่กอ.รมน.ปัจจุบันจะต้องทำงานในเชิงรุก โดยผ่าน ผวจ. หากจะมีการช่วยเหลือประชาชน ผวจ.ต้องมีอำนาจในการสั่งการข้าราชการในทุกกระทรวง ทบวง กรม ในฐานะผอ.กอ.รมน.จังหวัด ซึ่งจะทำให้ทุกโครงการแผนงานของรัฐบาลบูรณการเข้าร่วมกันได้ในแต่ละจังหวัด ที่สำคัญในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ เราต้องสร้างจิตสำนึกและปลูกฝังอุดมการณ์ของประชาชนอย่าไปตื่นตระหนกกับภาวะ วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น อย่างสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯยังขุดสนามหลังทำเนียบปลูกผักสวนครัว แต่บ้านเราทำไมมองข้ามสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นเมื่อประชาชนทุกคนทำได้ตามแนวทางนี้จะไม่หวั่นไหวกับวิกฤติเศรษฐกิจ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นายสุเทพ กล่าวว่า การใช้งบนี้จะรวมไปถึงการรณรงค์ให้เทิดทูน ป้องกันการละเมิดสถาบันด้วย เพราะในภาวะที่บ้านเมืองมีภาวะวิกฤติหรือสงครามจะทำให้คนรู้สึกขาดความ รู้สึก รัก สามัคคี ไม่คิดถึงส่วนรวม มัวแต่เอาตัวรอด เพื่อให้ได้มีอาหารมื้อหน้า ไม่สนใจว่าจะทำผิดหรือถูก ดังนั้นรัฐบาลจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ จึงต้องทำให้เรื่องนี้เกิดความมั่นคงซึ่งจะหมายถึงความมั่นคงของประเทศด้วย หากไม่ทำบ้านเมืองจะเกิดปัญหากลียุคได้ เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าวิกฤติเศรษฐกิจนี้จะเกิดอะไรขึ้นได้ ถือเป็นโอกาสดีของประเทศไทยที่เป็นสังคมเกษตรทำให้เราปรับตัวได้เร็ว ยึดมั่นตามแนวทางพระราชดำริ สามารถรองรับผู้ตกงานได้
เมื่อถามว่า การที่รัฐบาลจับมือกับกองทัพดำเนินนโยบายดังกล่าวเพื่อหวังผลการเมืองเฉพาะ หน้า และเพื่อจะควบคุมการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลไม่คิดจะไปควบคุมความเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดงและไม่คิดจะทำด้วย แต่หากเสื้อแดงทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ
"อย่าคิดว่าผมไปสบประมาทนะ ขอเรียนตรง ๆ ผมถือว่าเรื่องเสื้อแดงเป็นเรื่องเล็ก แต่เรื่องใหญ่คือจะทำอย่างไร ที่จะเอาประเทศให้รอด ผมจึงอยากให้ประชานคนไทยทุกคนตระหนักให้ดีว่าวันนี้เราต้องเอาบ้านเมืองให้ รอด " นายสุเทพ ระบุ
เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตว่าทำไมรัฐบาลไม่ใช้งบปกติ แต่กลับมาขอใช้งบฉุกเฉิน นายสุเทพ กล่าวว่า เนื่องจากงบปกติไม่ได้ตั้งเอาไว้ เพราะขณะนี้ใช้งบปี 2552 ที่รัฐบาลที่ผ่านมาตั้งไว้ ไม่ได้มีการตั้งงบประมาณไว้ช่วยเหลือประชาชนตามแนวทางนี้ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องมีงบพิเศษฉุกเฉินแสนกว่าล้านลงไปในพื้นที่ก่อน จากนั้นจะตามซ่อมเป็นจุด ๆ ซึ่งรัฐบาลยังต้องทำอีกหลายอย่าง การทำงานร่วมกับกอ.รมน. เพื่อต้องการลงพื้นที่พบประชาชนว่า ประชาชนมีความพร้อมดำเนินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลพร้อมจะอุดหนุนงบประมาณ
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านวิจารณ์ว่างบพันล้านเป็นส่วนหนึ่งในงบลับสองพันล้านที่รัฐบาลใช้ล้มระบอบทักษิณ นายสุเทพ กล่าวว่า ถ้าเป็นงบลับจะนำมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนทำไม อย่าไปเชื่อคำพูดของกลุ่มคนเหล่านี้ให้ดูของจริงแล้วกัน อยากให้ทุกคนได้ติดตามลงพื้นที่ไปกับตนก็ได้
เมื่อถามว่า ที่ประชุมทำเนียบองค์มนตรีเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ไม่สบายใจที่ พ.ต.ท. ทั กษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯโฟนอินพาดพิงองคมนตรีและบุคคลสำคัญว่าอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ 19 ก.ย. 49 นายสุเทพ กล่าวว่า " เชื่อว่าไม่เฉพาะทำเนียบองคมนตรีหรือประธานองคมนตรีที่ไม่สบายใจ แต่คนไทยส่วนใหญ่ทั้งประเทศนี้ก็ไม่สบายใจ ผมก็ไม่สบายใจ รวมทั้งสื่อมวลชนเอง ท่านประธานองคมนตรีเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ไม่ได้มีความฝักใฝ่หรือมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง และตั้งแต่ผมเตรียมการจัดตั้งรัฐบาล และมาเป็นรัฐบาลบริหารงานได้ 3 เดือนก็ไม่เคยไปหาหรือไปพบประธานองคมนตรี ซึ่งไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกันเลย แต่คุณทักษิณ ยังหาเรื่องเอาองคมนตรีมาเกี่ยวข้อง เจตนาของคุณทักษิณคือ อะไร เจตนาก็คือทำให้คนคิดไปไกลกว่านั้น ทำให้คนเข้าใจสงสัยสับสน เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ขอให้ทุกคนมองอย่างนี้เพราะคุณทักษิณทำงานอย่างมีเป้าหมายอย่างนั้นจริง ๆ " นายสุเทพ กล่าว
เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมจะโฟนอินแฉบุคคลที่เกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติอีกครั้ง รัฐบาลจะจับตาเรื่องนี้อย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ถึงไม่จับตาสื่อก็จับมาใส่ตาตนอยู่ดี ถึงไม่อยากเห็นก็ต้องได้เห็นอยู่ดี ไม่ได้อยากได้ยินก็ต้องได้ยิน แต่ยืนยันว่าสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำเป็นเรื่องที่ไม่ดีกับบ้านเมือง ซึ่งตนไม่อยากพูดถึงคนชื่อทักษิณ อีกเลย แต่ก็ต้องชี้แจงและจะไม่ให้น้ำหนักกับคนชื่อทักษิณมาก เพราะไม่เชื่อในสิ่งที่พูด
"รัฐบาลจะไปป้องกันโดยการตัดสัญญาณไม่ให้มีการโฟนอินก็ทำไม่ได้ จึงต้องดูว่าเมื่อทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ เมื่อมีการหมิ่นประมาทหรือทำให้บุคคลอื่นเสียหาย ซึ่งขณะนี้ก็รู้กันอยู่ว่าพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ต่างประเทศจะไปเอาตัวมาดำเนินคดีก็มีปัญหา " นายสุเทพ กล่าว
เมื่อถามว่า ที่ประชุมทำเนียบองคมนตรีอยากให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังเอาเทปมาถอดเพื่อจะดำเนินคดีกับพ.ต.ท.ทักษิณ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนทำทุกวัน อะไรผิดกฎหมายทำทันที ยืนยันว่าอะไรที่ผิดกฎหมายไม่มีการละเว้น
เมื่อถามว่า มาถึงจุดนี้เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการประสานกับ พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อ สมานฉันท์กันยุติปัญหา นาย สุเทพ ย้อนถามว่า " แล้วเขาประสานหรือเปล่าล่ะ ที่บอกว่าเป็นหมาเชื่อง เดี๋ยวนี้เป็นหมาไม่เชื่องแล้ว เป็นหมาบ้าไปแล้วมั้ง ส่วนการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศให้รางวัลใครพากลับบ้านได้จะตอบแทนทั้งชีวิตนั้น ก็ต้องจับตาดูกันต่อไป เดี๋ยวอีกหน่อยทุกคนก็เข้าใจ ไม่ต้องมาถามผม "

Save World Save Life 1

  1. ใช้บริการรถสาธาณะ การขับรถยนต์น้อยลงนอกจากช่วยประหยัดน้ำมันแล้ว ยังลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

  2. ขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ช่วยลดการใช้น้ำมันลงได้ 20% หรือคิดเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้ 1 ตันต่อรถยนต์ 1 คัน

  3. ลดการใช้ถุงพลาสติกการเผากำจัดถุงพลาสติกในเตาเผาขยะอย่างถูกวิธี ต้องใช้พลังงานจำนวนมากซึ่งทำให้มีก๊าซเรือนกระจกเพิ่มในบรรยากาศ

  4. แยกขยะอินทรีย์ เช่น เศษผัก เศษอาหาร ออกจากขยะอื่นๆ เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ
    สร้างนโยบาย 3Rs- Reduce, Reuse, Recycle ทั้งในบ้านและอาคารสำนักงาน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างเต็มที่ เป็นการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการกำจัด


รอบรู้เรื่องก๊อกน้ำ
ก๊อกน้ำที่มีน้ำหยดได้แม้แค่น้อยนิด เพียงจุดเดียว อาจทำให้สูญเสียน้ำได้ถึง 20 แกลลอนต่อวัน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นหลายจุด หรือหลายๆบ้าน ก็จะมีน้ำจำนวนมหาศาลที่เราต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์


ล้างรถแบบประหยัดน้ำ
ถ้าใช้สายยางฉีดล้าง สำหรับรถยนต์ 1 คัน จะใช้น้ำประมาณ 150 แกลลอนจึงจะสะอาดแต่ถ้าล้างรถยนต์ 1 คันด้วยฟองน้ำ และใช้น้ำจากถังแทนการฉีด จะใช้น้ำเพียง 15 แกลลอนเท่านั้น


เทคนิครดน้ำต้นไม้
มีการศึกษาพบว่าถ้ารดน้ำต้นไม้ในระหว่าง 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น นั้น 60 % ของน้ำที่รดไปจะระเหยสู่อากาศโดยต้นไม้ไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ ดังนั้น เวลาที่ดีที่สุดเพื่อให้การรดน้ำของเราได้ประโยชน์กับต้นไม้ เต็ม100% ก็คือระหว่างหลัง6โมงเย็นจนถึง ก่อน 9 โมงเช้า

วันอังคาร, มีนาคม 24, 2552

พิพิธภัณฑ์หินแปลก จ.ปทุมธานี


พิพิธภัณฑ์หินแปลก เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งได้จัดแสดง เก็บรักษา และสะสมหิน เช่น หินแปลก หินหยก หินฟอสซิล หินธรรมชาติ หินย้อย หินแร่ จำนวนมากมายจากที่ต่าง ๆ ภายในประเทศและจากทั่วโลก แต่ละชิ้นมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และสามารถจินตนาการเป็นรูปร่างหรือเรื่องราวต่าง ๆ ก่อเกิดความคิดสร้างสรรค์และเปิดโลกทัศน์ให้แก่ผู้เข้าชม

นอกจากหินแล้ว ทางพิพิธภัณฑ์ยังมีรูปภาพ แสตมป์ หน้าไม้ขีด ที่เขี่ยบุหรี่เก่า ภาพวาด ภาพเขียน จำนวนมากมาย ที่สามารถสะท้อนคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทยได้ในอีกทางหนึ่ง
เดิมพิพิธภัณฑ์หินแปลกเปิดดำเนินการที่ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ มาเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี จึงได้ย้ายที่ทำการมาที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งสะดวกทั้งการจัดแสดงและที่จอดรถ ซึ่งมีจำนวนมากเพียงพอกับแขกที่มาเยี่ยมชม เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 8.00 - 17.00 น. ค่าเข้าชม คนไทย 20 บาท ต่างชาติ 150 บาท

ติดต่อ พิพิธภัณฑ์หินแปลก29/2 หมู่ 1 ถนนสายรังสิต-ท่าน้ำปทุมธานี ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง ปทุมธานี 12000 โทรศัพท์ 0 2581 4835, 08 7550 0803, 08 7015 6629โทรสาร 0 2975 6943อีเมล rarestonemuseum@gmail.com

"ก้อนหินเป็นสมบัติล้ำค่า และเป็นกระดูกสันหลังของธรรมชาติก้อนหินล้วนแต่หลบซ่อนอยู่ตามขุนเขาผ่านการกระแทก กัดกร่อน ของน้ำและดินค่อย ๆ เกลากลึงจนกลายเป็นวัตถุอันสง่างาม วิจิตรพิศดาร แฉล้มแช่มช้อย ก่อเกิดจินตนาการไม่รู้จบชวนให้เกิดความเสน่หาและระทึกใจมันพูดไม่ได้ก็จริง แต่แฝงไว้ซึ่งคุณลักษณ์แห่งภาษาพูดที่ดูพร้อมจะสาธยายได้ร้อยแปดขณะเดียวกัน ความแข็งแกร่ง ความอดทน และความเงียบกริบของมันก็กลายเป็นแบบอย่างที่ดีของคนเรา
หินแปลก ไม่เพียงแต่ชมได้ แต่ยังถ่ายทอดความรู้สึกได้และในขณะเดียวกัน มันก็ยังเสมือน ตำราที่ไร้ตัวอักษรแต่ละท่านที่สัมผัส จะได้ความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างกัน ตามมุมมองของแต่ละบุคคลและชวนให้หลงไหลเคลิบเคลิ้มไปตามจินตนาการแห่งชีวิต"

วันวัณโรคโลก

24 มีนาคมเป็นวันวัณโรคโลก เพื่อรำลึกถึงวันนี้เมื่อปี ค.ศ. 1882 เมื่อ ดร.โรเบิร์ต ค็อช ค้นพบการติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งแพร่กระจายผ่านทางอากาศ
ทุกๆ ปี ผู้คนมากกว่า 9 ล้านคนจะเจ็บป่วยเนื่องจากติดเชื้อวัณโรค และมีผู้ป่วยวัณโรค 1.7 ล้านคนต้องเสียชีวิตลง ผู้คนจำนวน 2,000 ล้านคน (หรือ 1 ใน 3 ของประชากรโลก) ล้วนติดเชื้อ Mycobacterium tuberculosis หรือแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของวัณโรค เชื้อวัณโรคจะออกฤทธิ์ทันทีเมื่อภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอลง จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่คร่าชีวิตผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS
ผู้ป่วยวัณโรคสามารถได้รับการรักษาด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ การรักษาอย่างไม่ต่อเนื่องหรือไม่ถูกต้องจะทำให้เกิดการดื้อยา เช่น เชื้อวัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรง (XDR-TB) ซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้และได้รับการยืนยันจากทุกๆ ภูมิภาคทั่วโลก

วัณโรค คือ โรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เล็กมากคือเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ติดต่อโดยการสูดอากาศที่มีตัวเชื้อนี้เข้าไป ซึ่งเชื้อโรคชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีความคงทนต่ออากาศแห้ง ความเย็น ความร้อน สารเคมี และอยู่ในอากาศได้นาน ยกเว้นไม่ทนทานต่อแสงแดด คนส่วนใหญ่มักคิดว่าวัณโรคเป็นโรคเกี่ยวกับปอด แต่ความจริงแล้ว เป็นได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกายเช่น ที่ต่อมน้ำเหลือง กระดูก เยื่อหุ้มสมอง ปอด แต่ที่พบและเป็นปัญหามากที่สุดในปัจจุบันคือ "วัณโรคปอด" มักพบในคนแก่คนที่ร่างกายอ่อนแอจากการเป็นโรคอื่น ๆ มาก่อน เช่น หวัด หัด ไอกรน พวกติดยาและโรคเอดส์และในคนที่ตรากตรำทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ ขาดอาหาร ดื่มเหล้าจัด หรือในคนที่มีประวัติใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรค เช่น นอนห้องเดียวกัน หรืออยู่บ้านเดียวกัน และพบว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นวัณโรคแทรกซ้อนกันมาก และทำให้วัณโรคที่เคยลดลง มีการแพร่กระจายมากขึ้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจะทำให้แพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากติดต่อได้ง่ายโดยระบบทางเดินหายใจและมีอันตรายถึงชีวิต

โจรโม่งปล้นแบงก์ รปภ.ฮีโร่ ชัก.38 ซัลโวเดี้ยง




เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 23 มี.ค. พ.ต.ท.วีระศักดิ์ ติระพัฒน์ พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.โชคชัย รับแจ้งเหตุคนร้ายบุกเข้าไปชิงทรัพย์ และถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ภายในธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนนาคนิวาส เลขที่ 18/123 ถนนนาคนิวาส แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. จึงรุดไปสอบสวน พร้อมด้วย พ.ต.อ.บุญเพ็ญ มั่งคั่ง ผกก.สน.โชคชัย ร.ต.อ.พรทวี สมพงษ์ สวป.สน.โชคชัย และฝ่ายสืบสวน สน.โชคชัย

ที่เกิดเหตุเป็นตึกแถว 2 ชั้น 3 คูหา อยู่ข้างซอยนาคนิวาส 12 ภายในธนาคารบริเวณหน้าเคาน์เตอร์เบิกถอนเงิน พบนายกานต์ คงคาสี อายุ 32 ปี พนักงานรักษาความปลอดภัยของธนาคารกรุงเทพ ยืนถือปืนอยู่ข้างๆคนร้ายที่ถูกยิงนอนคว่ำหน้าจมกองเลือด ทราบชื่อภายหลังว่านายภัทร ไชยสัตย์ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 180/457 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม. แต่งกายด้วยเสื้อแจ็กเกตสีดำ กางเกงยีนส์ ใส่หมวกไหมพรม มีปืนตกอยู่ข้างตัว 1 กระบอก และกระเป๋าสะพายสีน้ำตาล 1 ใบ มีบาดแผลถูกยิงเข้าที่สีข้างด้านซ้ายทะลุหน้าอกขวา 1 นัด เจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจ พร้อมอายัดตัวไว้เป็นผู้ต้องหา

จากการตรวจสอบในกระเป๋าสะพายของคนร้าย พบบัตรประชาชนของนายภัทร ไชยสัตย์ นามบัตร ระบุชื่อนายภัทร ตำแหน่งหัวหน้าศูนย์ บริษัทไทยประกันชีวิต สาขาอโศก และเงินสด 340,000 บาท ส่วนปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนปลอม ส่วนที่ฟุตปาทหน้าธนาคาร พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า ฟีโน่ สีส้ม ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ของคนร้ายจอดอยู่ เจ้าหน้าที่จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน

ด้านนายกานต์ คงคาสี รปภ.ธนาคารที่กลายเป็นฮีโร่ของแบงก์ให้การด้วยเสียงที่ไม่หายตื่นเต้นว่า ก่อนเกิดเหตุมีลูกค้าใช้บริการประมาณ 6-7 คน ตนยืนอยู่ข้างประตูด้านในธนาคาร จู่ๆมีคนร้ายสวมหมวกไหมพรมวิ่งถือปืนเข้ามาพร้อมตะโกนสั่ง “ทุกคนหยุดอยู่กับที่ นี่คือการปล้น” จากนั้นกระโดดข้ามเคาน์เตอร์ไปด้านหลัง กวาดเงินสดตามลิ้นชักต่างๆใส่กระเป๋าสะพายสีน้ำตาล ในช่วงแรกตกใจเหมือนกัน แต่ในใจคิดถึงความปลอดภัยของลูกค้า และพนักงานธนาคาร ตัดสินใจชักปืนพกขนาด .38 ข้างเอวออกมา ตะโกนให้ทุกคนหมอบลงกับพื้น ก่อนลั่นไกใส่คนร้ายที่กำลังง่วนกับการกวาดทรัพย์สินด้านหลังเคาน์เตอร์ไป 5 นัดซ้อน จนคนร้ายได้รับบาดเจ็บ ตนสั่งให้ปีนกลับขึ้นมามอบตัวที่หน้าเคาน์เตอร์ กระทั่งมีตำรวจเข้ามาสนับสนุน

พ.ต.ท.ธรากร เลิศพรเจริญ สว.สส.สน.โชคชัยกล่าวว่า คนร้ายคือนายภัทร ไชยสัตย์ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ แต่พอให้การได้ว่า ขี่รถ จยย.ผ่านหน้าธนาคารแห่งนี้ และคิดว่าน่าจะก่อเหตุได้ จึงบุกเข้าไป แต่ไม่ยอมบอกถึงสาเหตุของการก่อเหตุว่ามาจากอะไร อย่างไรก็ตาม จากหมวกไหมพรม กระเป๋าสะพาย ปืนปลอม และหมวกกันน็อกที่เตรียมมา เชื่อว่าคนร้ายเตรียมการมาก่อนหน้า ทั้งนี้ ต้องรอแพทย์รักษาอาการให้หายดีก่อนสอบปากคำอีกครั้ง

วันเสาร์, มีนาคม 21, 2552

อภิสิทธิ์ชนะท่วม กษิตบ๊วย ไม่ปรับพ้นครม.


รัฐสภา เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 22 มี.ค. ได้มี การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติในญัตติไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้บรรดารัฐมนตรีและ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างเข้าประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย ไม่ได้มีสีหน้าวิตกกังวลต่างยิ้มแย้มทักทายกันอย่างอารมณ์ดี ทั้งนี้นายธวัชชัย อนามพงษ์ ส.ส.จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำพวงมาลัยมามอบให้กำลังใจแก่นายกรณ์และนายกษิตที่นั่งอยู่บนเก้าอี้รัฐมนตรี ทำให้ นายกษิตมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มขึ้นมาในทันที จากนั้นนายชัย ประธานในที่ประชุม ได้แจ้งให้สมาชิกรับทราบว่า จะเริ่มการลงมติในญัตติของนายกรัฐมนตรีก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นจะลงมติรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล และกรณีที่ ส.ส.เป็นรัฐมนตรีนั้นในรัฐธรรมนูญมาตรา 177 ห้ามใช้สิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน เพราะถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย

“นายกฯ-ประดิษฐ์-กรณ์” ผ่านฉลุย

จากนั้นนายชัยได้ขอให้ ส.ส.ที่อยู่ในห้องประชุม เสียบบัตรเพื่อแสดงตน แต่ปรากฏว่า ส.ส.ฝ่ายค้านหลายคน อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน ได้ลุกขึ้นคัดค้าน ขอให้เป็นการลงคะแนนโดยวิธีลับ หากใช้วิธีเสียบบัตรจะต้องไม่ปรากฏชื่อผู้ลงมติ แต่นายชัยแย้งว่าสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ ก็เคยใช้วิธีเช่นนี้มาก่อน ถือว่าเคยปฏิบัติอย่างไรก็ปฏิบัติอย่างนั้น ซึ่งผลคะแนนที่ออกมาจะต้องเกินกึ่งหนึ่งคือ 233 เสียง จากจำนวน ส.ส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบันคือ 465 เสียง จากนั้นนายชัยได้เริ่มให้มีการลงมติในญัตติแรก คือญัตติไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ โดยให้สมาชิกกดบัตรแสดงตนก่อนลงคะแนนทุกครั้ง ผลปรากฏว่ามี ส.ส.กดบัตรแสดงตนเข้าประชุม 449 คน มี ส.ส.ลงคะแนนไว้วางใจนายกฯ 246 เสียง ไม่ไว้วางใจ 176 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง ไม่ลงคะแนน 15 เสียง จากนั้นจึงเริ่มลงมติรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลต่อไป เริ่มจากนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง มีผู้แสดงตน 447 คน ไว้วางใจ 246 เสียง ไม่ไว้วางใจ 174 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง ไม่ลงคะแนน 15 เสียง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มีผู้แสดงตน 447 คน ไว้วางใจ 246 เสียง ไม่ไว้วางใจ 174 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง ไม่ลงคะแนน 15 เสียง

คะแนนไว้วางใจ “กษิต” แค่ 237 เสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายกษิต ภิรมย์ รมว. ต่างประเทศ มีผู้แสดงตน 446 คน ไว้วางใจ 237 เสียง ไม่ไว้วางใจ 184 เสียง งดออกเสียง 12 เสียง ไม่ลงคะแนน 13 เสียง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย มีผู้แสดงตน 447 คน ไว้วางใจ 246 เสียง ไม่ไว้วางใจ 167 เสียง งดออกเสียง 20 เสียง ไม่ลงคะแนน 14 เสียง และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย มีผู้แสดงตน 447 คน ไว้วางใจ 246 เสียง ไม่ไว้วางใจ 168 เสียง งดออกเสียง 18 เสียง ไม่ลงคะแนน 15 เสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในระหว่างการลงมตินั้น รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายรวมถึงนายกฯได้จดตัวเลขผลการลงมติของแต่ละคนไปด้วย ขณะที่นายกษิตและนายชวรัตน์ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เมื่อถึงคิวลงคะแนนของตัวเอง จากนั้นนายชัยประธานในที่ประชุม ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกว่าขอบคุณทุกคนที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอด 3 วัน และขอให้ทุกคนโชคดี สำหรับประธานและรองประธานทั้ง 3 คน ไม่ได้ลงคะแนนเพราะขอวางตัวเป็นกลาง จากนั้นนายชัยได้สั่งปิดการประชุมเมื่อเวลา 11.30 น.

นายกฯ-รัฐมนตรียิ้มแป้นผลไว้วางใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ทันทีที่ปิดการประชุม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลังและอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีคนแรกที่เดินเข้าไปแสดง ความยินดี และยกมือไหว้นายอภิสิทธิ์ ขณะที่รัฐมนตรีที่ถูกยื่นญัตติต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส จับมือแสดงความยินดีซึ่งกันและกัน ขณะที่กลางห้องประชุมสภาฯ ปรากฏว่า ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล ได้นั่งรวมตัวกันเพื่อเช็ก ผลการลงคะแนนที่ออกมา เช่นเดียวกับพรรคฝ่ายค้านที่มอบหมายให้ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น วิปฝ่ายค้าน มารอผลคะแนนที่พิมพ์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ของสำนักงานเลขาธิการสภาฯทันที เพื่อตรวจสอบรายชื่อ ส.ส.พรรคตัวเองที่แตกแถวไปยกมือให้รัฐบาล

มี ส.ส.ขาดประชุมสภาฯถึง 16 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบรายชื่อ ส.ส.ซึ่งปัจจุบันมีทั้งสิ้น 465 คน แยกเป็นพรรคประชาธิปัตย์ 170 คน เพื่อไทย 182 คน ภูมิใจไทย 32 คน เพื่อแผ่นดิน 30 คน ชาติไทยพัฒนา 25 คน รวมใจไทยชาติพัฒนา 9 คน ประชาราช 9 คน กิจสังคม 5 คน และราษฎร 3 คน แต่ปรากฏว่าการประชุมสภาฯครั้งนี้ มีผู้แสดงตนเข้าประชุมและใช้สิทธิลงมติสูงสุดรวม 449 คน ถือว่ามี ส.ส.ขาดประชุมจำนวน 16 คน ในจำนวนนี้ได้แจ้งขอลาประชุมอย่างเป็นทางการ 7 คน ประกอบด้วยนาย นาราชา สุวิทย์ ส.ส.สงขลา นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ที่ติดงานบวชลูกชายที่ จ.แม่ฮ่องสอน นายบุญเลิศ ครุฑขุนทด ส.ส.นครราชสีมา นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบลราชธานี นายอิทธิเดช แก้วหลวง ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย และนายมานิต นพอมรวดี ส.ส.ราชบุรี ในฐานะ รมช.กระทรวงสาธารณสุข ขณะที่นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ส.ส.มุกดาหาร พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา มาใช้สิทธิลงคะแนนทันเพียงคนเดียว คือนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย โดยให้เหตุผลในที่ประชุมว่ารถยางรั่ว ส่วนที่เหลือเป็น ส.ส.ที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีที่มาประชุม แต่ไม่ได้กดบัตรแสดงตน

รัฐมนตรี 15 คนไม่ลงคะแนนโหวต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคะแนนของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯและนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลังนั้น พบว่ามีผู้งดออกเสียง 12 คน เป็น ส.ส.พรรคประชาราช 8 คน ได้แก่ 1. นางสาวจิรวดี จึงวรานนท์ ส.ส.ศรีสะเกษ 2. นายฐานิสร์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว 3. นางตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว 4. นายสุตา พรมดวง ส.ส.ศรีสะเกษ 5. นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.สัดส่วน 6. นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ส.ส.นครสวรรค์ 7. นายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว 8. นางชนากานต์ ยืนยง ส.ส. ปทุมธานี และเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย 3 คน 1. ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี 2. นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส. เชียงราย ในฐานะรองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง 3. พ.อ. อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี ในฐานะรองประธานสภาฯคนที่สอง และ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน 1 คน คือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน สำหรับผู้ไม่ลงคะแนนเสียงที่มีทั้งหมด 15 คน ส่วนใหญ่เป็นคณะรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลการลงมติของนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มีผู้งดออกเสียง 12 คน เป็น ส.ส.พรรคประชาราช 8 คน ในขณะที่นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคประชาราช แหกโผมาโหวตไว้วางใจ ส่วนพรรคเพื่อไทยงดออกเสียง 3 คนคือ ร.ต.ปรพล นายสามารถและ พ.อ.อภิวันท์ ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินคือ พล.ต.อ.ประชา ในขณะที่มีผู้ไม่ลงคะแนนจำนวน 15 คน ส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรี ยกเว้นนายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย

“เกียรติกร” งดออกเสียงให้ “กษิต”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคะแนนที่ลงให้กับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ปรากฏว่ามีผู้งดออกเสียง 12 เสียงได้แก่ 1. นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ 2. นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน 3. นายณัฐวุฒิ สุขเกษม ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย 4. นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส พรรคราษฎร 5. ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี พรรคเพื่อไทย 6. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน 7. นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ พรรคราษฎร 8. นายมานพ ปัตนวงศ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน 9. นายแวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส. นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน 10. นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคราษฎร 11. นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ฐานะรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง 12. พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานสภาฯคนที่สอง สำหรับผู้ไม่ลงคะแนน เสียงมีทั้งหมด 13 คน ทั้งหมดเป็นส.ส.ที่เป็นคณะรัฐมนตรี และเป็นที่น่าสังเกตว่านายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ที่ประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะงดออกเสียงในญัตติ ดังกล่าว ได้นำทีม ส.ส.ประชาราชทั้งหมดลงคะแนนไม่ไว้วางใจนายกษิต

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 19, 2552

สอดท่อดาม จู๋ หนุ่มหักเจ้าโลก

หมอเผยหนุ่มหักจู๋เจ้าโลกยังบวม และต้องใส่ท่อยางเข้าไปต่อ กับท่อปัสสาวะ เพื่อไม่ให้บิดเบี้ยว ผิดรูป รวมทั้งให้ยาแก้อักเสบรอให้ที่บวมยุบตัว หลังยุบตัวถ้าจู๋ผิดรูปก็ต้องผ่าตัด คาดอีก 2-3 สัปดาห์จะหายเป็นปกติ แต่ต้องหยุดร่วมเพศไม่น้อยกว่า 2 เดือน อธิบดีกรมการแพทย์ชี้หนุ่มหักจู๋ตัวเองจนบาดเจ็บไม่น่าเป็นไปได้ คาดเกิดจากการร่วมเพศผิดท่ามากกว่า เพราะถ้าใช้มือหักจะถึงจุดที่เจ็บปวดจนต้องหยุดก่อน ส่วนที่อวัยวะเพศแข็งตัวทุกเช้าเป็นเรื่องปกติของคนหนุ่มที่ร่างกายแข็งแรง
จากกรณีนายผล(นามสมมติ) อายุ 28 ปี หนุ่มเรือลากร่มหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต อวัยวะเพศแข็งตัวเป็นประจำทุกเช้า และจะใช้มือจับหักจนอวัยวะเพศหดตัว โดยทำเป็นประจำมาตั้งแต่วัยเด็ก แต่เจ้ากรรมวันเกิดเหตุเมื่อใช้มือจับหักแล้วมีเสียงดังแก๊ก อวัยวะเพศเกิดหักงอ บวมช้ำ และเจ็บจนทนไม่ไหวต้องแจ้นไปหาหมอร.พ.วชิระภูเก็ต ตามข่าวที่เสนอไปแล้ว
ความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 มี.ค. ที่ร.พ.วชิระภูเก็ต น.พ.ศิริชัย ศิลปอาชา รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการตติยภูมิ ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินปัสสาวะ เจ้าของไข้ ตรวจอาการอวัยวะเพศของนายผล ซึ่งยังมีอาการอักเสบช้ำบวม เลือดคั่งนอนซมอยู่บนเตียงคนไข้บนชั้น 3 ตึกศัลยกรรมชาย
น.พ.ศิริชัย เปิดเผยว่า ปกติอวัยวะเพศชายบริเวณรอบๆ ด้านนอกจะมีเนื้อเยื่อเป็นพังผืดแข็งๆ หุ้มอยู่ เหมือนเนื้อเยื่อพังผืดที่หุ้มชั้นผนังหน้าท้อง ขณะนี้เนื้อเยื่อดังกล่าวเกิดอาการฉีกขาด เนื่องจากขณะแข็งตัว ไปหักงอจนเป็นเหตุให้เนื้อเยื่อตึงแล้วฉีกขาด หากไม่ตึงก็จะไม่มีทางฉีกขาดได้ ที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่าทันทีที่หัก ก็มีอาการบวม เนื่องจากมีเลือดออกใต้ผิวหนัง การฉีกขาดฉีกขาดไม่รุนแรงมาก เพียงแต่มีเลือดออก
น.พ.ศิริชัย กล่าวว่า อาการของนายผล แพทย์คงไปทำอะไรมากไม่ได้เพราะมีเลือดออก ต้องให้ยาแก้อักเสบและยาลดอาการบวมแล้วรอประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อดูว่าจะยุบหรือยังบวมมากน้อยแค่ไหน จากนั้นก็รอว่าการแข็งตัวเป็นปกติหรือไม่ หากการแข็งตัวของอวัยวะเพศยังปกติก็ไม่ต้องไปทำอะไร จะหายไปเอง ร่างกายจะซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่มีลักษณะคล้ายผ้าใบให้ติดกันกลับคืนเป็นปกติ
น.พ.ศิริชัย กล่าวว่า อาการของผู้ป่วยที่เห็นในเวลานี้คือ มีอาการบวมคล้ายๆ กระดูกหัก เป็นอาการปกติ เมื่อกระดูกหักก็เกิดการบวมในตำแหน่งที่มีเลือดออก สรุปคือมีเลือดออกใต้ผิวหนังแล้วบวมขึ้นมา ในการรักษาไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเคยมีกรณีผู้ป่วยถูกตัดหรือเฉือนอวัยวะเพศ แพทย์ก็สามารถเย็บซ่อมเยื่อแล้วสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ในรายนี้จะมีปัญหาว่าอวัยวะเพศจะผิดรูปไปหรือบิดเบี้ยวหรือไม่ บางครั้งอาจทำให้ผนังทั้งสองด้านไม่เท่ากันได้ เมื่ออวัยวะเพศแข็งตัวจะทำให้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งไป ต้องดูอาการอีกระยะ หากมีอาการตามที่ว่ามาก็คงต้องผ่าตัด เท่าที่ตรวจล่าสุดคาดว่าเลือดน่าจะหยุดแล้ว แต่เลือดเดิมที่ออกซึมไปทั่ว ทำให้อวัยวะเพศมีลักษณะสีดำคล้ำ จะหายไปเองในราว 2-3 สัปดาห์
ต่อข้อถามว่าเมื่ออาการบวมหายแล้ว อวัยวะเพศยังจะใช้งานได้ตามปกติหรือไม่ น.พ.ศิริชัย กล่าวว่า กรณีที่อวัยวะเพศชายถูกตัด ก็มีความเสี่ยงหลังจากต่อกลับแล้ว ว่าจะใช้งานได้ตามปกติหรือไม่ เมื่อเทียบกับอาการของคนไข้รายนี้แตกต่างกันมาก รายนี้โอกาสที่จะหาย แล้วสามารถใช้งานได้ตามปกติสูงมากกว่า แต่คงต้องหยุดร่วมเพศไม่ต่ำกว่า 2 เดือน ให้เป็นปกติก่อน ในการรักษาช่วงนี้ก็คงทำอะไรมากไม่ได้ เพียงให้ยาไปเต็มที่ ที่เหลือเป็นไปตามกระบวนการซ่อมแซมของร่างกายมนุษย์ และใช้ท่อยางต่อกับท่อปัสสาวะเหมือนเดิม เพื่อดัดให้อวัยวะเพศตรง คล้ายๆการใส่เฝือกภายในป้องกันไม่ให้ผิดรูป หากไม่ใส่ท่อยางอวัยวะเพศอาจเอียงไปเอียงมาได้ ส่วนการรักษาภายนอกก็ให้ยาจำพวกยาแก้อักเสบ รอให้ยุบตัว เพื่อประเมินว่าจะกลับคืนสู่ภาวะปกติมากน้อยแค่ไหน หากกลับเป็นปกติก็ไม่ต้องทำอะไร แค่ให้ยาทานก็พอ แต่หากผิดรูป หรือบิดเบี้ยวก็ต้องผ่าตัดซ่อมส่วนที่ฉีกขาดต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีของนายผลภายหลังที่มีข่าวออกไปจนครึกโครม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากทางร.พ.วชิระภูเก็ต ว่าคนไข้ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพเนื่องจากเกิดความอับอาย รวมทั้งจะไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ
น.พ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ความจริงไม่มีใครรู้ว่าผู้ป่วยรายนี้ไปทำอย่างไรกับอวัยวะเพศของตนเอง ในทางทฤษฎีแล้วการใช้มือหักอวัยวะเพศของตนเอง คงไม่สามารถทำได้ถึงขนาดนั้น เนื่องจากเมื่อถึงจุดหนึ่งจะต้องหยุด ก่อนที่อวัยวะเพศจะหัก เพราะจะเกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนไม่สามารถทนได้
น.พ.เรวัติ กล่าวว่า ส่วนใหญ่การบาดเจ็บของอวัยวะเพศชาย เกิดจากการร่วมเพศที่รุนแรงและผิดท่าจนทำให้อวัยวะเพศหัก บวมช้ำ อักเสบรุนแรง การรักษาจะให้ยาเพื่อบรรเทาตามอาการ เช่น ยาแก้อักเสบ และลดบวม เป็นต้น หากปัสสาวะเองไม่ได้ก็ให้ใช้สายสวนจนท่อปัสสาวะเปิดและถ่ายได้ด้วยตนเอง ใช้เวลาไม่นานอวัยวะเพศจะฟื้นตัวและใช้งานได้ตามปกติ และไม่มีปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศแต่อย่างใด
"ที่ผ่านมาเคยพบผู้ป่วยบางรายที่มีความต้องการทางเพศมาก จนทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวตลอด ไม่สามารถทำให้อ่อนตัวได้ แม้จะมีการช่วยตัวเองก็ไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมดจนต้องไปพบแพทย์ แพทย์จะรักษาด้วยการให้นอนพัก และฉีดยากดอารมณ์เพื่อให้อวัยวะเพศอ่อนตัว การแข็งตัวของอวัยวะเพศชายในช่วงเช้า เป็นเรื่องปกติเกิดขึ้นกับทุกคนที่ร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะคนในวัยหนุ่ม" อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว

ทีพีไอ จ่อฟ้อง เฉลิม อภิปรายพาดพิง

ทีพีไอ จ่อฟ้องผู้อภิปรายพาดพิง เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรายแรก และกำลังพิจารณา สุนัย จุลพงศธร อีกรายเข้าข่ายหรือไม่ทีพีไอ จ่อฟ้องผู้อภิปรายพาดพิง เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรายแรก และกำลังพิจารณา สุนัย จุลพงศธร อีกรายเข้าข่ายหรือไม่
(20มี.ค.) นายศิลปิน บูรณศิลปิน รองผู้จัดการใหญ่ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ทีพีไอ โพลีนจำกัด (มหาชน) จะฟ้องแพ่งและอาญาผู้อภิปรายพาดพิง แน่นอน ส่วนจะเรียกค่าเสียหายในคดีแพ่งเท่าไหร่นั้นยังไม่ทราบ ซึ่งได้ทำเทปและหลักฐานต่างๆเก็บไว้แล้ว ที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ขณะนี้คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส่วนกรณี นายสุนัย จุลพงศธร นั้นอยู่ระหว่างที่ฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาอยู่ว่ามีประเด็นไหนหรือไม่ที่ เข้าข่าย
ด้านนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยังไม่อยากประเมินการอภิปราย แต่เชื่อว่า เอกสารหลักฐานต่างๆที่ตนประกอบการอภิปรายมีความชัดเจนมากจนต้องมีผู้ประท้วงกันตลอด ส่วนกรณีที่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน กำลังพิจารณาฟ้องแพ่งและอาญานั้นก็ต้องปล่อยให้ว่าไปตามกระบวนการ ซึ่งตนเองก็เข้าใจว่าไม่ได้อภิปรายพาดพิงอะไร

หนี้นอกระบบ

ทำไมต้อง…นอกระบบ คนเรา เมื่อยามเดือดร้อนประเภทตกงาน (เพราะบริษัทใกล้ปิดตัวเช่นกันจ๊ะ) แม้แต่สุนัขยังเมินเลยครับ แหมที เมื่อก่อนเดินไปไหนมาไหนคนทักกันเกรียว แต่พอเราเดือดร้อนถามหยิบยืมเงินบ้าง คราวนี้ไปไหนมา ไหนมีแต่คนหลบหน้าหลบตา บางคนทำเป็นมองไม่เห็น ไม่ได้ยินเสียงทัก ซึ้งจริง ครับกับคำพูดที่ว่า “มี เงินเขาเรียกน้อง มีทองเขาเรียกพี่…แต่พอไม่มีแม้แต่หมายังเมิน” เศร้าครับ จึงตัดสินใจเดินเตะกระป๋อง ไปตามท้องถนน (ทำเหมือนพระเอกในมิวสิควิดีโอในรายการโทรทัศน์ตอนดึก) และแล้วฟ้าก็มาโปรด เพราะสายตาก็ไปกระทบกับป้ายที่เขียนว่า “เงินด่วน ติดต่อ โทรฯ (0X) XXX-XXXX” จะช้าอยู่ใยพระ เจ้าประทานตัวช่วยมาแล้วโทรศัพท์ไปเลย… ดอกเบี้ย…มหาโหด ความ ฝันฟูฟ่องล่องลอยอยู่ได้ไม่นานครับ เพราะเมื่อโทรศัพท์ไปติดต่อสอบถาม หัวใจที่พองโตก็ต้องห่อเหี่ยว เพราะปลายสายโทรศัพท์ตามเบอร์เงินด่วนตอบกลับมาว่า “ดอกเบี้ยร้อยละ 30 ต่อปีนะพี่…เอาปล่าว ?” เอาไงก็เอากันแล้วครับ เพราะไปหาหยิบยืมใครก็ไม่ได้ ญาติพี่น้องก็ไม่ได้ร่ำรวย หรือจะกู้ธนาคารก็ไม่มี หลักทรัพย์ เลยตัดสินใจกัดฟันกู้เงินนอกระบบแบบนี้นี่แหละเดี๋ยวค่อยคิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรดีหนอ ? ใจเย็น ครับ ถ้าหากใครอยู่ในสภาพทุกข์ระทมใจกายเช่นนี้ เพราะกฎหมายไม่ได้อนุญาตให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ย เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดตามที่ พระราชบัญญัติห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 กำหนดไว้ ให้เรียกเก็บไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเมื่อมีการฟ้องร้องคดีในชั้นศาล ศาลจะพิพากษาให้ข้อตกลง เรื่องดอกเบี้ย (ที่เกินร้อยละ 15 ต่อปี) เป็นโมฆะมีผลให้เจ้าหนี้หมดสิทธิที่จะเรียกเก็บดอกเบี้ยตามสัญญา (มหาโหด) แต่ลูกหนี้ก็ยังต้องรับผิดชอบจ่ายคืนเงินต้นแก่เจ้าหนี้ต่อไปครับเซ็นสัญญากู้…เปล่า เจ้าหนี้ นอกระบบบางรายโหดกว่านั้นอีกครับ เพราะเขารู้ว่าคนที่เข้ามาหาเขานั้น ร้อนเงิน อยากได้เงินทั้งนั้น ดังนั้นเขาจึงสามารถตั้งเงื่อนไขแปลก (แบบเอาเปรียบ) เช่นให้คุณลูกหนี้ลงนาม ให้ชื่อ ที่อยู่ และเซ็นชื่อ ในเอกสารเปล่า เอาไว้ ส่วนดอกเบี้ยนั้นเขาก็พอรู้กฎหมายครับว่าต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี จึงเขียนไว้ อย่างสวยงามและถูกกฎหมาย แต่สิ่งที่เขาทำแสบนั่นคือไม่กรอกจำนวนเงินต้นเอาไว้ครับท่าน ! แต่ที่ ลูกหนี้ตาดำ ยอมก็เพราะกำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน พี่แกก็เลยให้กู้เงิน 100,000.-บาท เวลาผ่านไปไว เหมือนโกหกครับ ลูกหนี้ก็ไม่มีปัญญาที่จะหาดอกเบี้ยมาคืนได้ตลอด ส่งบ้างไม่ส่งบ้าง และเมื่อไม่ส่งดอก นาน เข้า คราวนี้ดอกเบี้ยเท่ากับจำนวนเงินต้นเลยครับคือ 100,000.-บาท คุณเจ้าหนี้ก็เลยเอาจำนวนเงิน ที่เป็นดอกเบี้ยขาดส่ง 100,000.-บาท รวมกับเงินต้นอีก 100,000.-บาท ใส่เข้าไปในสัญญาเลยครับว่า เป็นการกู้เงินที่มีเงินต้นสูงถึง 200,000.-บาทเลยจ๊ะ แล้วจึงเอาสัญญาฉบับนั้นไปฟ้องร้องต่อศาล คุณผู้ อ่านครับ ความยุติธรรมมีอยู่ในโลกแน่นอนครับ เพราะกรณีเช่นนี้กฎหมายถือว่าเจ้าหนี้กรอกสัญญากู้ผิด ไปจากความจริง โดยที่ผู้กู้ไม่รู้เห็นหรือยินยอม ทำให้สัญญากู้เป็นโมฆะและเจ้าหนี้ก็ต้องรับโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000.-บาท หรือทั้งจำทั้งปรับในข้อหาปลอมแปลงเอกสารตามกฎหมายอาญามาตรา 264 อีกด้วยนะครับ ทวงหนี้…แบบมาเฟีย คุณผู้ อ่าน จำโฆษณาที่เจ้าหนี้ (พร้อมกับบรรดาลูกน้อง) ไปทวงหนี้ด้วยการเดินเข้าไปในตลาด และพร้อมจะ ใช้กำลังกับลูกหนี้ได้ทุกเมื่อได้ไหมครับ หรือพอจำข่าวที่เจ้าหนี้ท่านหนึ่งที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งเธอทวงหนี้ โดยส่งบรรดาลูกน้องมาเฟียทั้งหลายเข้าไปข่มขู่ลูกหนี้ได้ไหมครับ นั่นแหละครับมักจะเป็นวิธีการทวง หนี้แบบนอกระบบ ให้สมกับที่เป็นเงินกู้นอกระบบ เรียน ไว้ตรงนี้เลยนะครับคุณเจ้าหนี้ทั้งหลายเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณตัดสินใจส่งลูกน้องคุณ หรือตัวคุณเองเข้าไปขู่ เข็ญ ข่มขู่ลูกหนี้ต่าง นา เช่น “ภายใน 3 วัน ถ้าแกไม่เอาเงินต้นพร้อมกับดอกเบี้ยมาคืน แกกับครอบครัว ต้องตายไปตาม กันแน่นอน จำใส่หัวสมองน้อย ของแกเอาไว้” (คุณผู้อ่านคิดถึงฉากในหนังไทย ที่มีจิ๊กโก๋ ตามท้องตลาด เดินตามเจ้าแม่เงินกู้ที่หนีบกระเป๋าหนังสีดำ) คุณมีความผิดตาม กฎหมายอาญามาตรา 309 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000.-บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้หากคุณข่มขู่ เขาโดยมีอาวุธหรือร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป (ซึ่งมักจะไปทวงหนี้แบบหมู่คณะ แบบนี้แหละครับ) คุณอาจต้องรับโทษจำคุก 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000.-บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ครับทวงหนี้…แบบประจาน เจ้าหนี้ บางท่านรู้ว่าคนที่เป็นลูกหนี้หน้าบางก็เลยใช้วิธีการประจานเพื่อกดดันลูกหนี้ เช่น โทรศัพท์ทวงหนี้ไปที่ บ้าน ที่ทำงานเพื่อให้เกิดความอับอาย โทรศัพท์หาพ่อแม่ญาติพี่น้องให้ไปกดดันลูกหนี้ต่อ เจ้าหนี้บาง รายแสบกว่านั้นครับ ประจานด้วยการโทรศัพท์ หรือส่งโทรสารไปที่ทำงานของลูกหนี้ โดยว่ากล่าว ประจานทั้งเรื่องที่เป็นหนี้ บางคนใส่สีตีไข่หาว่าเขาเป็นเมียน้อย เป็นแมงดา ต้องเอาเงินไปรักษาโรคร้าย ทางเพศ (แสบจริง ) แบบนี้ถือว่าคุณเจ้าหนี้คนนั้นมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม กฎหมายอาญามาตรา 326 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000.-บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ …ดังนั้นลูกหนี้ไม่ใช่ทาส ที่คุณจะทำอะไรกับเขาก็ได้นะจ๊ะบังคับคดี…โดยอายัดเงินเดือน เอา เถอะครับ ในส่วนของเงินกู้นั้น เมื่อศาลเขาพิจารณาตัดสินคดีแล้วว่า ลูกหนี้ก็ไปกู้เงินเขามาจริง ศาลก็จะ ให้ใช้หนี้คืนตามความเป็นจริง แต่ถ้าหากลูกหนี้ไม่ยอมใช้คืนตามคำพิพากษา ศาลก็จะอนุญาตให้เจ้าหนี้ อายัดเงินเดือนลูกหนี้ได้ แต่ช้าก่อนครับ ศาลไม่อนุญาตให้คุณอายัดเงินเดือนของลูกหนี้ที่มีจำนวนไม่ถึง 10,000.-บาทครับ ส่วนข้าราชการนั้นปิดประตูตายเลยครับสำหรับวิธีการนี้ เพราะคุณไม่สามารถอายัด เงินเดือนของข้าราชการแม้ว่าเขาจะมีเงินเดือนสูงเกินกว่า 10,000.-บาทครับ เพราะว่าเงินเดือนข้า ราชการเป็นเงินที่จ่ายจากงบประมาณของรัฐ จากกระทรวงการคลัง ศาลไม่มีสิทธิสั่งฟ้องร้องบังคับคดี ให้กระทรวงการคลังนำเงินของลูกหนี้มาจ่ายหนี้ให้เจ้าหนี้ได้ครับบังคับคดี…โดยยึดทรัพย์ ไม่ เป็นไรครับอายัดเงินเดือนไม่ได้ก็ต้องยึดทรัพย์ แต่ใช่ว่าคุณเจ้าหนี้จะสามารถบุกเข้าไปยึดทรัพย์ลูกหนี้ ได้ตามใจชอบนะครับ เพราะกฎหมายก็ต้องคุ้มครองลูกหนี้ด้วย โดยกำหนดไว้ในวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285 ว่าคุณเจ้าหนี้ไม่สามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สินต่อไปนี้ของลูกหนี้ครับ เครื่อง นุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน ราคารวมกันไม่เกิน 50,000.-บาท เครื่อง มือหรือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพ หรือประกอบวิชาชีพ รวมกันราคาไม่เกิน 100,000.-บาท วัตถุ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จำเป็นที่ต้องใช้ทำหน้าที่แทน หรือช่วยอวัยวะของลูกหนี้ (เช่น แขนเทียม ขา เทียม รถเข็นคนพิการ ฯลฯ)